ข้อมูลท่องเที่ยวมาเลเซีย

หมวด: ข้อมูลการท่องเที่ยว
เผยแพร่เมื่อ วันอาทิตย์, 06 เมษายน 2557
เขียนโดย Super User

 สหพันธรัฐมาเลเซียประกอบด้วยดินแดน 2 ส่วน ได้แก่ มาเลเซียตะวันตก ซึ่งตั้งอยู่บนคาบสมุทรมลายู พรมแดนด้านเหนือติดกับประเทศไทยและบริเวณปลายคาบสมุทรติดกับประเทศสิงคโปร์ ส่วนมาเลเซียตะวันออก ตั้งอยู่บนเกาะบอร์เนียว ประกอบด้วยรัฐซาราวัก และซาบาห์ ทั้งสองดินแดนนี้แบ่งแยกออกโดยทะเลจีนใต้เป็นระยะทางประมาณ 650 กิโลเมตร นักท่องเที่ยวสามารถเลือกได้ว่าจะท่องเที่ยวไปในตัวเมืองที่ทันสมัยหรือในส่วนที่สงบเงียบเป็นธรรมชาติของประเทศแห่งนี้

                ชาวมาเลย์ ชาวจีน และชาวอินเดียที่ตั้งรกรากอยู่ในประเทศแห่งนี้ ล้วนมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ในเขตบอร์เนียวเป็นที่อยู่ของชาวพื้นเมืองดั้งเดิม เช่น ชาวดายัก ชาวอีบาน ชาวคาดาซัน ชาวดูซุน ชาวมูรุต และชาวบิดายุห์ นักท่องเที่ยวสามารถสนุกสนานไปกับเทศกาลที่สร้างสรรค์ขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ประกอบด้วยสีสันตระการตาซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำของชาวพื้นเมืองเหล่านี้ นอกจากนี้ ประเทศมาเลเซียยังจัดกิจกรรมระดับนานาชาติซึ่งสามารถดึงดูดผู้ชมจากทั่วทุกมุมโลก เช่นการแข่งขันรถฟอร์มูล่าวัน และการแสดงการบินของกองทัพอากาศ เป็นต้น ดังนั้นไม่ว่าจะเวลาใด ประเทศมาเลเซียถือเป็นดินแดนที่มีความหลากหลาย และประกอบด้วยเหล่าผู้คนที่เต็มไปด้วยไมตรีจิตและพร้อมจะหยิบยื่นความเอื้อเฟื้อแก่นักท่องเที่ยวอยู่เสมอ

 

สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ

 

กรุงกัวลาลัมเปอร์ (Kuala Lumpur)

                กรุงกัวลาลัมเปอร์ (Kuala Lumpur) เมืองหลวงของมาเลเซีย จะได้ไปเห็นตึกแฝดสูงที่สุดในโลก ที่มีชื่อว่า Petronas มีความสูงถึง 452 เมตร หรือสูงกว่าตึกใบหยกบ้านเรา 148 เมตร ออกแบบโดยชาวอเมริกัน Cesar Pelli ก่อสร้างโดยบริษัทจากญี่ปุ่น และบริษัทเกาหลี รับผิดชอบกันคนละตึก และต่างก็ต้องแข่งขันกันด้วย เพราะหากใครสร้างเสร็จก่อนก็จะเป็นผู้สร้างสะพานเชื่อมตึกทั้งสองในชั้นที่ 42 ปรากฏว่าแรกๆเกาหลีสร้างได้เร็วมาก แต่หลังจากญี่ปุ่นตั้งหลักได้ก็แซงเกาหลีและเสร็จก่อนประมาณ 1 เดือน

ปุตราจายา (putrajaya)

                 ปุตราจายา (putrajaya) เมืองราชการแห่งใหม่ของมาเลเซีย เป็นอีกแห่งหนึ่งที่อยู่ในโปรแกรมท่องเที่ยวกรุงกัวลาลัมเปอร์ เมืองหลวงมาเลเซีย คำว่า ปุตราจายา คนไทยจำนวนไม่น้อยรู้จักคำนี้ดี รายการโทรทัศน์หลายรายการเคยไปถ่ายทำสารคดีที่นั่น ซึ่งต่างก็กล่าวถึงความสวยงาม ความใหญ่โต และสิ่งอำนวยความสะดวกสบายอย่างพร้อมสรรพ ด้วยแนวคิดของคำว่า "Gaden City " และ " Inteligent City " ที่หมายถึงเมืองที่เป็นสวน และเมืองแห่งความฉลาด ทำให้ Putra Jaya ถูกเนรมิตจากความฝันให้เป็นเมืองแห่งความจริง ที่เป็นทั้งศูนย์อาคารทางราชการ อาคารรัฐสภา ที่อยู่อาศัยของข้าราชการเจ้าหน้าที่ มีมัสยิดเพื่อประกอบกิจกรรมทางศาสนาใหญ่ที่สุดของประเทศ มีสถานพักผ่อนหย่อนใจทางธรรมชาติมากมาย รวมไปถึงเป็นศูนย์กลางด้านไอทีหรือระบบสารสนเทศที่ทันสมัย ซึ่งได้กำหนดให้เป็น Cyberjaya พร้อมระบบเครือข่ายที่ทันสมัย เพื่อเป้าหมายการเป็นผู้นำด้าน MSC ( Multimedia Super Corridor) ซึ่งเป็นโลกของอนาคตทางด้านไอที ปุตราจายากลาย เป็นความฝันของคนมาเลเซียรุ่นใหม่ ที่อยากมาทำงานในสถานที่แห่งนี้ ทุกวันนี้มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวมาเลเซียและนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าชมเป็นจำนวนมาก

 

คาเมรอนไฮแลนด์ (Cameron Highlands)

                คาเมรอนไฮแลนด์ (Cameron Highlands) เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชมธรรมชาติ ระหว่างทางสู่คาเมรอน จะได้ผ่านชมไร่พืชผักอันเขียวขจีและไร่สตอร์เบอร์รี่จำนวนมากมาย ที่โดดเด่นและไม่ควรพลาดชมระหว่างทางสู่คาเมรอนก็คือ ไร่ชาที่สวยงามกลางหุบเขา บนคาเมรอนไฮแลนด์มีอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี เพลิดเพลินกับทัศนียภาพของทิวเขาและป่าดงดิบแวะชมฟาร์มผึ้งและเป็นที่พกผ่อน ตากอากาศที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของมาเลเซีย

 

 

มัสยิดปุตรา (putra mosque)

                มัสยิดปุตรา (putra mosque) เป็นมัสยิดที่สำคัญในปุตราจายา ประเทศมาเลเซีย มัสยิดปุตรานั้นเริ่มก่อสร้างเมื่อปี 1997 จนแล้วเสร็จอีก 2 ปีถัดมา ตั้งอยู่ข้างกับเพอร์ดานาปุตรา ซึ่งเป็นทำเนียบรัฐบาลของมาเลเซีย และทะเลสาบปุตราจายา ทะเลสาบที่สร้างโดยมนุษย์ ด้านหน้าของมัสยิดยังมีจตุรัสที่ประดับด้วยธงแต่ละรัฐของมาเลเซีย

อาคารสุลต่านอับดุลซามัค (Sultan Abdul Samad Building)

                 อาคารสุลต่านอับดุลซามัค (Sultan Abdul Samad Building) และ หอนาฬิกา สูง 40 เมตร เป็นตัวอาคารเก่าแถบ Merdeka Square ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรม แบบ มัวร์ ส่วนที่เป็นหอนาฬิกาสูง 40 เมตรที่นั้นมักจะเรียกกันว่าเป็น บิ๊กเบนของมาเลเซีย ส่วนด้านบนจะเป็นโดมขนาดใหญ่สีทอง อาคารนี้สร้างเมื่อเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ เพื่อใช้เป็นศูนย์บริหาร อาณานิคมของอังกฤษ ปัจจุบันใช้อาคารที่ทำการของรัฐบาล

มหาวิหารเซนต์แมรี่ (St. Mary's Church) 

                    มหาวิหารเซนต์แมรี่ (St. Mary's Church) ที่บริสุทธิ์ หรือมหาวิหารเซนต์แมรีเป็นโบสถ์ของสังฆมณฑลของมาเลเซียของชาวอังกฤษ โบสถ์ของเอเชียอาคเนย์ กัวลาลัมเปอร์ตั้งอยู่มาเลเซียมันเป็นของนิกายเชิร์ชออฟอิงแลนด์บิชอปเห็น ตกอยู่ในปกครองของบิชอปแห่งมาเลเซียแม่ และโบสถ์แห่งสังฆมณฑล  ตัวอาคารประกอบด้วยวิหาร 87 ฟุตกว้าง 28 เมตรยาว 29 เมตรยาว 22 เมตรกว้างพลับพลา และใช้ปลายเหลี่ยม พร้อมกับสวดมนต์ และช่องปาก ที่จะรองรับผู้ชุมนุม 180 คน และดุมพลับพลา นักร้อง 20 แห่งใน 2501 ด้านหลังของวิหารคือห้องโถงที่เรียกว่าห้องโถงวโรกาสให้กว้างขึ้น ในปัจจุบันการขยายงานเพิ่มเป็นอาคารใหม่ที่ซับซ้อน

จตุรัสดัตช์ (Dutch Square) 

                   จตุรัสดัตช์ (Dutch Square) ถือเป็นจุดท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวทุกคนที่ไปเที่ยวมะละกาจะต้องไปเที่ยวเดินเก็บภาพกลุ่มอาคารสีแดงที่ถือเป็นหลักฐานสำคัญเพียงแห่งเดียวที่ชาวฮอลันดาได้สร้างทิ้งไว้ให้ชาวมะละกา

                   สถานที่สำคัญในบริเวณนี้ได้แก่ Christ Church Melaka, อาคารสแตดท์ฮุยส์, อาคารพิพิธภัณฑ์เยาวชน, หอนาฬิกา, กังหันลมฮอลันดา, ป้อมปืนมะละกา และที่พลาดชมไม่ได้ก็คือเจ้ารูปปั้นกระจง ที่ตั้งอยู่ตรงบริเวณวงเวียนหน้าจตุรัสดัตช์ เพราะว่าเจ้ากระจงตัวนี้คือสัญลักษณ์สำคัญเมื่อครั้งที่เจ้าชายปรเมศวรผู้ครองนครเทมาเส็ก หรือ สิงคโปร์ที่ได้ย้ายมาอยู่ที่มะละกาเนื่องจากหนีจากการโจมตีของกองทัพชวา และ ได้เห็นเจ้ากระจงน้อยตัวนึงที่กำลังถูกหมาป่า 2 ตัวกำลังไล่ล่า แต่ด้วยความที่จนตรอกสุดๆ แล้ว ทำให้เจ้ากระจงตัวน้อยตัวนั้นเปลี่ยนจากการหนีมากัดฟันสู้กับเจ้าหมาป่า และ เตะหมาป่าตัวหนึ่งตกลงไปในน้ำ ทำให้เจ้าชายปรเมศวรรู้สึกมีกำลังใจในการต่อสู้ และ ได้ทรงตัดสินใจปักหลัก และ สร้างเมืองมะละกาขึ้นมา

อาคารหอคอยคู่เปโตรนาส (Petronas Twin Towers)

                      อาคารหอคอยคู่เปโตรนาส (Petronas Twin Towers) เป็นสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นของเมืองกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ออกแบบโดย เซซาร์ เปลลี ตั้งอยู่บริเวณใจกลางย่านธุรกิจของเมือง ที่แวดล้อมด้วยสวนสาธารณะ และส่วนอาคารคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ (KLCC-Kuala Lumpur Convention Center) อาคารเปโตรนาส มี 2 อาคารหอคอย ซึ่งนับเป็นอาคารที่สูงอันดับ 3 และ 4 ของโลก รองจากอาคารเซี่ยงไฮ้เวิลด์ไฟแนนเชียลเซ็นเตอร์เมืองเซี่ยงไฮ้ และอาคารไทเป101 ประเทศไต้หวัน มีความสูงทั้งหมด452เมตร 88 ชั้น

วัดถ้ำเปรัก (perak cave)

                   วัดถ้ำเปรัก (perak cave) เมืองฮิโปร์ ในมาเลเซียแม้จะมีชาวพุทธเป็นส่วนน้อยแต่ก็มีวัดจีนหลายแห่งที่นักท่องเที่ยวทุกชาติทุกศาสนานิยมไปแวะชมและสักการะ วัดถ้ำเปรัก ในเมืองฮิโปร์ เป็นวัดถ้ำที่สำคัญวัดหนึ่งของมาเลเซีย และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นักเดินทางมักแวะเข้าไปชมหากมีโอกาสผ่านไปในเส้นทางนี้ ภูเขาหินลูกเล็กๆที่อยู่ริมทางแต่ก็มีถ้ำและศาสนสถานที่เป็นสถาปัตยกรรมแบบจีน ที่นิยมสร้างวัดติดกับภูเขา หรือสร้างบนยอดเขา? ภายในถ้ำมีภาพจิตรกรรมผนังถ้ำที่วาดโดยจิตรกรชาวจีนที่อาศัยอยู่ฮ่องกง เป็นภาพขนาดใหญ่มาก วัดถ้ำแห่งนี้ถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ มีรูปปั้นพระโพธิสัตว์เจ้าแม่กวนอิม พระสังขจายองค์ใหญ่ วัดนี้หากจะเทียบกับบ้านเราแล้วถือว่าเป็นวัดใหม่ที่พึ่งเปิดเมื่อปี ค.ศ 1970 หรือ พ.ศ 2513 หลังจากมาเลเซียได้รับเอกราชได้เพียง 13 ปี

วัดเขาเต่า (Wat Khao Tao)

                  วัดเขาเต่า (Wat Khao Tao) หรือ เค็ก ลก ซี (Kek Lok Sri) ตั้งอยู่บนยอดเขาสูง  ภายในวัดนี้เป็นที่ประดิษฐานของเจ้าแม่กวนอิมขนาดใหญ่ และเจดีย์หมื่นพระ เป็นพุทธศิลป์ที่ผสมผสานความงามของเป็นอันดับ 3 ประเทศไว้ด้วยกัน คือ ไทย จีน พม่า ซึ่งเชื่อกันว่า วัดนี้เป็นสถานที่ ที่ศักดิ์สิทธิ์มาก โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการจะสมหวังในเรื่องของความรัก  ส่วนเหตุผลที่เรียกว่าวัดเขาเต่านั้น ก็เพราะว่า เมื่อเดินขึ้นไปถึงระหว่างทางจะพบว่ามีบ่อน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งมีเต่าอยู่จำนวนนับไม่ถ้วน

ป้อมปราการคอร์นเวลลิส (fort cornwallis)

                 ป้อมปราการคอร์นเวลลิส (fort cornwallis) นั้นได้มีการก่อสร้างขึ้นในตอนปลายศตวรรษที่ 17 แต่เดิมนั้นทำด้วยไม้ ภายหลังจึงเปลี่ยนมาเป็นคอนกรีตในปี ค.ศ.1804 ซึ่งใช้แรงงานจากนักโทษ ก่อสร้างที่ป้อมนี้มีโรงละครกลางแจ้ง ส่วนภายในป้อมเป็นศูนย์ศิลปหัตถกรรมของชาวพื้นเมือง มีโบราณวัตถุที่สำคัญคือ ปืนใหญ่ ที่ชื่อว่า สรีรัมไบ เป็นโบราณสถานของชาวดัทช์มอบให้สุลต่านแห่งยะโฮร์ ผู้ปกครองเมืองปีนังในสมัยนั้น

หอนาฬิกาควีนวิคตอเรีย (Queen Victoria Clock Tower) 

                หอนาฬิกาควีนวิคตอเรีย (Queen Victoria Clock Tower) สร้างขึ้นเนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองพระชนม์มายุ60 พรรษาของพระราชินีวิคตอเรีย แห่งอังกฤษ ในปี ค.ศ.1897 โดยมหาเศรษฐีชาวปีนัง ชื่อเซียะห์ เช็น อ็ก หอนาฬิกาแห่งนี้สูง 60 ฟุต

น้ำตกอีสกันดา (Lata Iskandar Waterfall)

                 น้ำตกอีสกันดา (Lata Iskandar Waterfall)  เป็นน้ำตกที่มีความสวยงามแบบธรรมชาติอย่างมาก ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างเส้นทางลงจากคาเมรอนไฮแลนด์ โดยชื่อเต็มน้ำตกอีสกันดาก็คือ Lata Iskandar Waterfall อยู่ในรัฐเปรัค ประเทศมาเลเซีย โดยเป็นน้ำตกธรรมชาติที่มีความชุมชื่นและมีน้ำไหลตลอดทั้งปี

พระราชวังอิสตานาเนการา(istana negara palace) 

                   พระราชวังอิสตานาเนการา(istana negara palace) พระราชวังแห่งชาติ สถานที่ประทับของสมเด็จพระราชาธิบดี หรือยังดีเปอร์ตวนอากงพระราชวังแห่งนี้จะเป็นกลุ่มอาคารรูปทรงโดมเชื่อมกับทางหลวงไปยังตัวเมือง และมีถนนทางเข้าพิเศษหลายเส้นทางพระราชวังแห่งนี้ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 100,000 ตารางเมตร ซึ่งมีการครอบครองมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1990 และกลายเป็นเขตพระราชฐานนับตั้งแต่นั้น

มัสยิดจาเม็ก (Masjid Jamek)

                   มัสยิดจาเม็ก (Masjid Jamek) ตั้งอยู่ตรงบริเวณที่แม่น้ำกอมบักไหลมาบรรจบกับแม่น้ำกลัีง ซึ่งจุดนี้ถือเป็นจุดที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์เพราะว่าเป็นจุดกำเนิดของนครกัวลาลัมเปอร์เลยทีเดียวตรงบริเวณจุดบรรจบกันของแม่น้ำทั้งสองสายนี้เมื่อ 150 ปีก่อน เป็นจุดที่มีการสร้างสถานีขนส่งแร่ลักษณะการออกแบบของมัสยิดจาเม็กตรงบริเวณเสาเป็นแนวอิฐสีส้มสลับกับสีขาว และ มียอดโดมสีขาวทรงกลมและมียอดแหลม ซึ่งเป็นลักษณะการออกแบบที่ได้รับอิทธิพลศัลปะโมกุลของอินเดียเหนือ ซึ่งมีสถาปนิกเป็นชาวอังกฤษ ชื่อว่า เอ.บี. ฮับบอก (A.B. Hubbock) ได้สร้างไว้เมื่อปี พ.ศ. 2444 พวกเราเดินชมความงามของมัสยิดแห่งนี้แค่เพียงจากบริเวณด้านนอก โดยเริ่มเดินมาจากจตุรัสเมอเดการ์ (Merdeka Square) แล้วเลาะเลียดตามขอบรั้วด้านนอกจากฝากหนึ่งไปยังอีกฝากหนึ่ง ไม่ได้มีโอกาสเข้าไปชมด้านใน เนื่องด้วยเวลาที่จำกัดหากคุณต้องการเข้าไปเยี่ยมชมด้านในคุณต้องแต่งกายให้เรียบร้อย แต่ทางมัสยิดจะมีเครื่องแต่งกายเช่นผ้าคลุมศรีษะ และ โสร่งไว้ให้สำหรับคลุมขา ตรงบริเวณทางเข้า ในกรณีที่เราเกิดแต่งกายไม่ตรงตามระเบียบของทางมัสยิด มัสยิดจาเม็ก เปิดให้เข้าชมได้ตั้งแต่เวลา 08:30 - 16:00 น. เฉพาะวันศุกร์ช่วง 11:00 - 14:30 น. ซึ่งจะปิดไม่ให้นักท่องเที่ยวเข้าชมเพราะว่าจะมีการทำศาสนกิจในช่วงเวลาดังกล่าว

 

เก็นติ้งไฮแลนด์ (genting highland)

                  เก็นติ้งไฮแลนด์ (genting highland) เป็นแหล่งบันเทิงที่รวมความหลากหลายไว้ในที่เดียวกัน เป็น City of Entertainment ระดับโลกที่มีมานานหลายสิบปี จากเดิมที่เคยมีชื่อเสียงในเรื่องแหล่งกาสิโนที่ละลานตา ภายในห้องโถงขนาดใหญ่เทียบได้กับสนามฟุตบอล มีเครื่องเล่นที่สามารถดูดเงินในกระเป๋ามาแล้วมากมาย เป็นการสูญเงินบนความสนุกก็อาจจะพูดได้...เขาเก็นติ้งมีความสูงปะมาณ 1800 เมตร มีโรงแรมอยู่บนความสูงระดับเมฆ ที่คนไทยจำนวนไม่น้อยกล่าวว่าได้มาอยู่เหนือเมฆ ได้มารับไอเย็น แม้บางคนจะไม่ชอบเรื่องการพนันแต่ก็อยากมาได้เห็นปุยเมฆอย่างใกล้ชิด และมีให้เห็นกันตลอดปี ปัจจุบันเก็นติ้งไฮแลนด์เปลี่ยนโฉมจากสถานบันเทิงสำหรับผู้ใหญ่ มาเป็นศูนย์รวมความสนุกสนานของความครัว ที่เดินทางขึ้นเขาด้วยกระเช้าลอยฟ้า ไต่ระดับความสูงขึ้นมาอยู่เหนือระดับเมฆในระทางราว3 กม. เป็นความตื่นเต้นที่หลายคนอยากมาเห็นกับตาว่าเป็นอย่างไร หากจะพูดถึงเก็นติ้งแล้ว คงจะมีเรื่องเม้าท์กันได้ตลอด เอาเป็นว่าประเทศมาเลเซียได้เงินจากค่าเช่าค่าภาษีจำนวนไม่น้อยในต่ละปีดูดเงินจากคนไทย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย รวมทั้งชาติตะวันออกก ที่นี่บรรดาชาติต่างๆจากโลกอาหรับเดินกันให้ควั๊ก หนุ่มอาหรับนุ่งยีนส์ลากรองเท้าแตะเดินควงสาวชุดดำที่เห็นแต่ลูกกะตา แต่ก็พอมองออกว่าขาวเนียน ตาคม ซึ่งคงจะเป็นความสุขที่หาไม่ได้ในประเทศตนเองที่มีกฏเข้มงวด...แต่ละวันมีผู้คนหลั่งไหลกันขึ้นมาอยู่รวมกันบนยอดเขาเก็นติ้งนับหมื่นๆคน โดยเฉพาะเย็นวันศุกร์จะหนาแน่นเป็นพิเศษ แต่ข้างบนนี้ก็มีสิ่งอำนวยความสะดวกทุกอย่างโดยเฉพาะที่พักรองรับได้หลายหมื่นคน.. First World Hotel เป็นโรงแรมที่กรุ๊ปทัวร์จะจองที่พักกันมีห้องพักถึง 6,300 ห้อง เป็นแชมป์อันดับ 1 ของโลกในขณะนี้

เมืองมะละกา (Malacca)

                 เมืองมะละกา (Malacca)  เมืองเก่าซึ่งเต็มไปด้วยเรื่องราวของประวัติศาสตร์ เป็นเมืองท่าสำคัญที่มีการติดต่อค้าขายหรือเป็นเมืองเศรษฐกิจจนได้รับฉายาว่า Golden Age หรือขวานทอง เป็นต้นเหตุต่อการเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ของมาเลเซียอยู่หลายครั้งหลายหน มีมรดกตกทอดทางสถาปัตยกรรมของชาติยุโรปอยู่หลายแห่ง และเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ของมาเลเซีย

ย่านดาตารัน เมอร์เดก้า (Dataran Merdeka)

                ย่านดาตารัน เมอร์เดก้า (Dataran Merdeka) สถานที่ฉลองเอกราช ชมอาคารสวยๆรอบๆ เช่น อาคาร Sultan Abdul Samad ปัจจุบันเป็นที่ทำการของศาลสูง อาคารที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งใน มาเลเซีย Selangor Club ของผู้ดีชาวอังกฤษในสมัยก่อน

ป้อมปราการอาฟาโมซา (fort a famosa)

                ป้อมปราการอาฟาโมซา (fort a famosa) ป้อมป้องกันเมืองของโปรตุเกส ซึ่งถูกทำลายโดยอังกฤษจนเกือบหมด เพราะไม่ต้องการให้มะละกามีเขี้ยวเล็บ ยังควเหลือไว้เพียงแค่ประตู Porta De Santiago

วัดถ้ำบาตู (Batu Caves)

                วัดถ้ำบาตู (Batu Caves) ซึ่งเป็นศาสนสถานในศาสนาฮินดู อยู่ทางเหนือของกรุงกัวลาลัมเปอร์ไป 12 กม.  สร้างขึ้นเป็นวัดในศาสนาฮินดูเพื่ออุทิศถวายแด่พระขันธกุมาร เทพองค์หนึ่งในศาสนาฮินดู ซึ่งพระขันธกุมารนั้นเป็นพระโอรสของพระอิศวรและพระอุมา  และเป็นพี่ชายของพระพิฆเณศวร์หรือพระคเณศ  ด้านหน้าปากทางขึ้นบันไดไปยังถ้ำบาตูนั้น ข้างบนจะมีรูปปั้นของพระขันธกุมารสูงถึง 42.7 เมตร ยืนเด่นเป็นสง่าเป็นที่น่าประทับใจแก่ผู้มาเยือน สร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2549

มหาวิหารเซนต์แมรี่ (St. Mary's Church) 

                  มหาวิหารเซนต์แมรี่ (St. Mary's Church) ที่บริสุทธิ์ หรือมหาวิหารเซนต์แมรีเป็นโบสถ์ของสังฆมณฑลของมาเลเซียของชาวอังกฤษ โบสถ์ของเอเชียอาคเนย์ กัวลาลัมเปอร์ตั้งอยู่มาเลเซียมันเป็นของนิกายเชิร์ชออฟอิงแลนด์บิชอปเห็น ตกอยู่ในปกครองของบิชอปแห่งมาเลเซียแม่ และโบสถ์แห่งสังฆมณฑล  ตัวอาคารประกอบด้วยวิหาร 87 ฟุตกว้าง 28 เมตรยาว 29 เมตรยาว 22 เมตรกว้างพลับพลา และใช้ปลายเหลี่ยม พร้อมกับสวดมนต์ และช่องปาก ที่จะรองรับผู้ชุมนุม 180 คน และดุมพลับพลา นักร้อง 20 แห่งใน 2501 ด้านหลังของวิหารคือห้องโถงที่เรียกว่าห้องโถงวโรกาสให้กว้างขึ้น ในปัจจุบันการขยายงานเพิ่มเป็นอาคารใหม่ที่ซับซ้อน

หอคอยเคแอล ทาวเวอร์ (KL Tower) 

                  หอคอยเคแอล ทาวเวอร์ (KL Tower) หรือ มีอีกชื่อว่า เมนาร่า กัวลาลัมเปอร์ (Menara Kuala Lumpur) เป็นหอคอยที่มีความสูงปลายยอดที่ 421 เมตร ถือเป็นหอคอยที่สูงเป็นอันดับที่ 4 ของโลกหอคอยเคแอล ทาวเวอร์ ตั้งอยู่ในบริเวณสวนสาธารณะบูกิต นานาส สร้างเสร็จและเปิดให้นักท่องเที่ยวได้ขึ้นไปด้านบนได้เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.  2539 หอคอยแห่งนี้นอกจากจะทำเป็นจุดชมวิวเมืองกัวลาลัมเปอร์สำหรับนักท่องเที่ยวแล้ว หอคอยเคแอลแห่งนี้ยังเป็นหอส่งสัญญาณวิทยุและโทรทัศน์อีกด้วยใครที่เที่ยวอยู่ในเมืองกัวลาลัมเปอร์ จะสามารถมองเห็นหอคอยนี้ได้จากแทบทุกมุมของกัวลาลัมเปอร์เลยทีเดียวจุดชมวิวบนหอคอย (Observation Deck) จะอยู่ที่ความสูง 276 เมตร พอขึ้นไปถึงด้านบนจะมีกล้องส่องทางไกลตั้งอยู่รอบๆ รวมถึงมีหูฟังแจกเพื่อฟังคำบรรยายเกี่ยวกับสถานที่ในแต่ละมุมที่เราเห็น ซึ่งทางทิศตะวันออกของหอคอยจะเห็นตึกแฝดเปโตรนาส อย่างชัดเจน และทางทิศใต้จะเห็นย่านบูกิต และ อาคารแฝดของห้างสรรพสินค้า Berjaya Times Squareนอกจากนั้นด้านบนของหอคอยแห่งนี้ยังมีร้านอาหารที่หมุนไปรอบๆ เพื่อเพิ่มบรรยากาศในการรับประทานอาหาร ซึ่งร้านอาหารสามารถบรรจุลูกค้าได้ถึง 250 คนเนื่องจากประเทศมาเลเซียให้ความสำคัญกับธรรมชาติเป็นอย่างมากทำให้ในระหว่างที่ก่อสร้างทางรัฐบาลได้มีนโยบายให้เก็บรักษาต้นไม้ที่มีอายุมากกว่า 100 ปี มีชื่อเรียกว่า Jelutong tree โดยใช้งบประมาณกว่า RM 430,000 ในการเคลื่อนย้ายบางส่วนของหอคอยเพื่อรักษาต้นไม้ต้นนี้ไว้ในทุกๆ ปีจะมีการจัดการแข่งขันวิ่งขึ้นบันไดขึ้นหอคอยเคแอล

การเข้าชมหอคอย 
 

เวลาเปิดทำการ : 09:00-22:00 น. ทุกวัน (จำหน่ายตั๋วถึง 21:30 น.)

ค่าเข้าชม : ผู้ใหญ่ RM38 เด็ก RM28

สำหรับโซนร้านอาหาร

เปิดทุกวันตั้งแต่ 11:30-14:30 น. สำหรับช่วงกลางวัน และ เปิดอีกครั้งเวลา 19:00 - 23:00 น. สำหรับอาหารค่ำ 

ค่าอาหารกลางวัน : ผู้ใหญ่ RM60 เด็ก RM35

ค่าอาหารค่ำ : ผู้ใหญ่ RM135 เด็ก RM75

ค่า Hi Tea ช่วงวันหยุด : ผู้ใหญ่ RM48 เด็ก RM26 

วัดไทยไชยมังคลาราม(wat chayamangkalaram) 


                 วัดไทยไชยมังคลาราม(wat chayamangkalaram) เป็นวัดไทย ตั้งอยู่ที่ประเทศมาเลเซีย วัดไชยมังคลารามเป็นวัดไทยที่มีชื่อเสียงมานานบนเกาะปีนัง โดยภายในอุโบสถมีพระนอนยาวที่สุดในประเทศมาเลเซีย โดยมีความยาว 108 ฟุต สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2500 โดยมีชื่อว่าพระพุทธชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชได้พระราชทานนามให้ในคราวเสด็จประพาสเมื่อ วันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2505 วัดไชยมังคลารามเป็นวัดเก่าแก่ สร้างในปี พ.ศ. 2388 มีอายุกว่า 160 ปี สร้างโดยบริษัทอินเดียตะวันออก ศิลปะของวัดไชยมังคลารามเป็นการผสมผสานระหว่างศิลปะไทย พม่า และจีนผสมผสานกันอย่างลงตัวและมีสีสันสะดุดตา ดูแปลกไปจากวัดในประเทศไทย ที่เน้นศิลปะที่อ่อนช้อย แต่ศิลปะของวัดแห่งนี้จะเป็นแบบเรียบ ไม่มีการแกะสลัก ทำลวดลายให้ดูวิจิตรมากนัก

 

ข้อมูลท่องเที่ยวจีน

หมวด: ข้อมูลการท่องเที่ยว
เผยแพร่เมื่อ วันอาทิตย์, 06 เมษายน 2557
เขียนโดย Super User

                                         
กำแพงเมืองจีน หรือชื่อเรียกเป็น ภาษาจีน ว่า ฉางเฉิน สัญลักษณ์ที่โดดเด่นของ จีน กำแพงเมืองจีน เป็นกำแพงกั้นเมือง และกั้นประเทศทั้งประเทศ  จีน
 มีความยาวครอบคลุมเนื้อที่ทั้งหมด 7 มณฑล อันประกอบไปด้วย กรุงปักกิ่ง มณฑลเหอเป่ย มณฑลซาลซี เขตปกครองตนเองหนิงเซี่ย มณฑลกานซู มณฑลส่านซี และ เขตปกครองตนเองมองโกเลียใน   กำแพงเมืองจีน มีขนาดกว้างตั้งแต่ 4.5 เมตร ถึง 7.5 เมตร ซึ่งทหารม้าเข้าแถวเรียง 8 ได้อย่างสบาย ๆ มีความสูง จากพื้นด้านล่างตั้งแต่ 8 เมตร ถึง 9 เมตร เดิมเชื่อว่ามีความยาว 1,500 ไมล์ ( 2,400 กิโลเมตร) บน กำแพงเมืองจีน ทุก ๆระยะ 200 เมตร จะมีหอหรือป้อมสำหรับตรวจเหตุการณ์ สร้างสูงขึ้นไปอีก 3 เมตร ถึง 6 เมตร และมีระฆังแขวน เพื่อตีบอกสัญญาณเกิดเหตุไว้ประจำทุกหอ รวมทั้งหมดมีไม่ต่ำกว่า 20,000 หอ กำแพงเมืองจีน นี้ได้สมญานามว่ากำแพงหมื่นลี้ จีน เสียค่าใช้จ่ายในการสร้าง กำแพงเมืองจีน ตีได้เป็นเงินทั้งหมดประมาณ 360 พันล้านเหรียญสหรัฐ เทียบเท่ากับเงินที่สหรัฐ ใช้ในการสร้างถนนไฮเวย์ตลอด 40 ปีที่ผ่านมา กำแพงเมืองจีน เป็นสิ่งก่อสร้างชนิดเดียวในโลกที่สามารถมองเห็น จากการที่นักบินอวกาศนำยานอวกาศขึ้นไปโคจรอยู่นอกโลก

นคร เซี่ยงไฮ้

สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจของ เซี่ยงไฮ้

หอไข่มุก (The Oriental Pearl TV Tower)
ฟังดูนึกว่าเป็นหอที่ขายไข่มุก แต่กลับกลายว่าเป็นหอส่งสัญญาณวิทยุโทรทัศน์ สูง 468 เมตร ที่สวยที่สุด หอไข่มุก ตั้งอยู่หน้า อ่าวผู่ต้ง ใหม่ในตอนกลางคืนมีการเปิดไฟสวยงามตระการตา และในบริเวณใกล้เคียงก็มีตึกสูงๆ ที่ต่างก็ประโคมเปิดไฟเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวเช่นเดียวกัน                                         

                                                 

 

ไว่ทาน (Waitan)
หรือที่ชาวต่างชาติจะเรียกว่า เดอะบันด์ (The Bund) เป็นสถานที่ที่มีชื่อเสียงที่สุดของ เซี่ยงไฮ้นับตั้งแต่อดีตกาล จนถึงปัจจุบัน ตั้งอยู่บนถนนจงซาน ถนนที่มีทิวทัศน์งดงาม เนื่องจากเป็นถนนกว้างที่โค้งไปตามริมแม่น้ำหวงผู่ โดยด้านหนึ่งเป็นตึกเก่าแก่ที่มีรูปทรง สถาปัตยกรรม เป็นแบบตะวันตก ทั้งนี้ก็เพราะครั้งหนึ่งแถบนี้เคยเป็น เขตเช่าของชาวต่างชาติ ซึ่งเป็นบริษัทข้ามชาติชุดแรกของเอเชีย ในยามกลางวัน บริเวณเดอะบันด์ก็เป็นที่ที่ผู้คนนิยมเดินเล่นทอดน่อง ในขณะที่ในยามราตรี บริเวณดังกล่าวนี้ก็คราคร่ำไปด้วย หนุ่มสาวชาว เซี่ยงไฮ้ ที่เดินชมวิวทิวทัศน์กัน หรือนักท่องเที่ยวที่พากันเดินชม เมืองเซี่ยงไฮ้ กันเป็นกลุ่มๆ

                                           

สวนสาธารณะหวงผู่
เป็นสวนสาธารณะที่มีการจัดแต่งสวนแบบอังกฤษโดยแท้ ซึ่งมีชื่อเสียงมากในอดีต เนื่องจากสมัยที่อังกฤษเข้ามามีอิทธิพลใน จีน ได้ติดป้ายเขียนไว้ชัดเจนว่า "ห้ามสุนัขและชาว จีน เข้า"

ถนนนานจิง (Nanjing)
หรือถนนคนเดิน ถือได้ว่าเป็นถนนอเนกประสงค์ของ ชาว จีน เนื่องจากในยามเช้า จะเป็นบริเวณที่ผู้คน โดยเฉพาะ ผู้สูงอายุออกกำลังกายทั้ง รำไทเก๊ก รำกระบี่ รำพัด พอตกสายหน่อยก็จะกลายเป็นแหล่งช็อปปิ้ง เพราะเป็นที่ตั้งของบรรดาห้างสรรพสินค้ามากมาย และต้องถือว่าเป็นย่านสวรรค์ของบรรดาสาวกแบรนด์เนมทั้งหลาย แต่สำหรับผู้ที่ต้องการซื้อของที่ระลึกแนะนำให้ไปย่านเหรินเหมิน (Renmin) และถนนจงหัว (Zhonghua) ซึ่งเป็นเขต ที่เข้าสู่ย่าน เมืองเก่า ถนนนานจิงนี้เปิดให้รถประจำทางวิ่งตอน 9 โมงเช้า - 6 โมงเย็น หลังจากนั้นจะปิดถนนให้คนเดินเท่านั้น ละแวกนี้นอกจากจะเต็มไปด้วยร้านค้า ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า ยังมีงานศิลปะชั้นดีอีกด้วย โดยทางตอนใต้ของถนนนานจิงเป็นที่ตั้งของ หอศิลปะช่างไห่เหม่ยซู่ก่วน และ จัตุรัสเหรินเหมินกว๋างฉ่าง ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางสังคมและสถานที่พักผ่อนนอกบ้านของ ชาว เซี่ยงไฮ้

พิพิธภัณฑ์ช่างไห่ป๋ออู้ก่วน
เป็นพิพิธภัณฑ์อีกแห่งหนึ่งใน จีน ที่ทันสมัยและกว้างขวาง โดยมีอาคารหอศิลป์ 11 หลัง ซึ่งจะจัดแสดงงานศิลปะนานาชนิด เป็นต้นว่า ภาพเขียน เครื่องหยก งานประติมากรรม เซรามิก ตราประทับงานเขียนอักษร และงานหล่อสำริดที่ได้ชื่อว่ายอดเยี่ยม ที่สุดในโลก

เขตสัมปทานเก่าของฝรั่งเศส
ยังคงเป็นบริเวณที่คงสภาพแบบเดิมอยู่ไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก โดยจะเห็นได้จากคฤหาสน์สวยแบบฝรั่งเศสในยุคสมัยก่อน บริเวณดังกล่าวยังเป็นที่ตั้งของบ้านเก่า ซุนยัดเซน ผู้นำทางการเมืองคนสำคัญของ จีน ซึ่งภายในบ้านได้จัดเป็นพิพิธภัณฑ์ อีกด้วย ละแวกนี้ยังเป็นบ้านพักและที่ทำงานของ เหมาเจ๋อตุง และ โจวเอินไหล รวมทั้งที่ตั้งของรัฐสภาแห่งแรกของ พรรคคอมมิวนิสต์ จีน ที่ยังคงสภาพไม่ต่างจากในอดีต

ถนนหวยไห่ลู่
เป็นอีกถนนหนึ่งที่นักช็อปทั้งหลายที่มายัง จีน จะต้องพึงใจเป็นอย่างมาก เพราะเต็มไปด้วยร้านค้า ร้านขายของเก่าและตลาดนัด ภัตตาคาร ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ร้านเสื้อผ้าแบรนด์เนมชื่อดัง ถนนสายนี้เป็นย่านช็อปปิ้งที่ทันสมัยและ ไม่พลุกพล่านเท่าถนนนานจิง

วัดเทพเจ้าประจำเมือง (Temple of the God)
มีอีกชื่อว่า เฉินหวงเมี่ยว (Chenghuang Miao) เป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวของ จีน ที่จะพาคุณย้อนกลับไปคืนวันเก่าๆ ของ เซี่ยงไฮ้ ด้วยบรรยากาศแบบ จีน โบราณ ที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่แห่งในเขตตัวเมือง ท่านที่แวะเมือง เซี่ยงไฮ้ ต้องไม่พลาดที่จะสักการะ สิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อความเป็นสิริมงคล ซึ่งตามความเชื่อของชาว จีน ว่ากันว่าทุกเมืองจะต้องมีวัดประจำเพื่อปกป้องเมือง ให้ปลอดภัย โดยรอบวัดยังเป็นพื้นที่ตลาดนัดขนาดใหญ่ ที่เต็มไปด้วยร้านค้า ร้านอาหาร และร้านขายของที่ระลึก

                                             

อุทยานอวี้หยวน (Garden of Joy)
ตั้งอยู่ด้านข้างเป็นที่ตั้งของอุทยานอวี้หยวนซึ่งมีชื่อภาษาอังกฤษที่เพราะพริ้งว่า 
Garden of Joy โดยบรรยากาศภายใน อุทยานร่มรื่นไปด้วยสวนไม้กลางภูเขาจำลอง สระปลา กำแพงสลักเป็นรูปมังกรและศาลาโถงหลายหลังที่เชื่อมถึงกันด้วยสะพานหลายแห่ง และพิเศษสำหรับผู้ที่หลงใหลการดื่มชา ต้องไม่พลาดที่จะแวะ ไปที่ร้านน้ำชา หูซิงถิง ด้วยความที่เป็นร้านชาที่เก่าแก่ที่สุดและดีที่สุดใน เซี่ยงไฮ้ โดยชั้นสอง ของร้านมีชารสดี และอาหารว่างแบบ จีน ไว้บริการ โดยร้านน้ำชานี้จะตั้ง อยู่กลางบึงน้ำเล็กๆ ทำให้ได้อรรถรสในการดื่มชามากขึ้น

ตลาดเซี่ยงหยาง
คล้ายๆ ตลาดนัดจตุจักร เป็นตลาดกลางแจ้งขนาดใหญ่ ขายสินค้าแบรนด์เนมดังๆ ตั้งแต่เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า เครื่องประดับ แต่ต้องต่อราคาให้ดีเมื่อจะซื้อเพราะ ร้านค้า จะบอกราคาสูงมาก

ซินเทียนตี่
หรือที่แปลว่า โลกใบใหม่ ฉะนั้นก็ต้องแตกต่างจากโลกใบเก่าในอดีตของ เซี่ยงไฮ้ อย่างสิ้นเชิง เพราะที่นี่คือ แหล่งท่องเที่ยว ยามราตรีของ เซี่ยงไฮ้ อาคารเก่าแก่มากมายถูกตกแต่งให้เป็นร้านอาหาร นอกจากนี้ยังมีอาคารแสดงศิลปะ มีโรงหนัง โรงละคร และทีวีจอยักษ์ที่ผนังตึกด้านนอกอีกด้วย

เมืองหนานฉิน (Nanxun)
ตั้งอยู่ในมณฑลเจ้อเจียง (Zhejiang) ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชม. 30 นาที จากเมือง เซี่ยงไฮ้ โดยระหว่างทางจะเห็นเรือกสวนไร่นา แปลงปลูกผักมากมาย ขณะที่บ้านเรือนของผู้คนชาว จีน ในแถบนี้นิยมมุงหลังคาด้วยกระเบื้องสีเทาดำ และจะทำให้มีรูปทรงคล้ายหมวก จีน โบราณ หรือไม่ก็มงกุฎ ซึ่งถือว่าเป็นวัฒนธรรม จีน แบบเจ้านายในยุคเก่า หลังคาที่เป็น รูปทรงหมวก หมายถึงการมีอำนาจ เสาภายในบ้าน ก็ต้องเป็นสีแดง ซึ่งแสดงถึงความมีฐานะผ่าน เมืองหนานฉิน ต้องไม่พลาดเที่ยวชม หมู่บ้านตลาดน้ำ เป็นบริเวณที่มีลำคลองขนาดใหญ่ ไหลผ่านหมู่บ้าน โดยหมู่บ้านดังกล่าวเริ่มสร้างขึ้น ในสมัยราชวงศ์ซ่ง นับตั้งแต่ในสมัยราชวงศ์ชิง เมื่อ 700 ปี ก่อน โดยผู้คนในบริเวณนี้นิยมปลูกหม่อนเลี้ยงไหม เพื่อนำมาทอผ้าไหม และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ผ้าไหม จีน คุณภาพเยี่ยมก็โด่งดังไปทั่วโลก

                                

เมืองหังโจว
เป็นอีกเมืองหนึางของ จีน ที่ขึ้นชื่อว่ามีธรรมชาติงดงามราวกับจิตรกรฝีมือดีบรรจงวิจิตรขึ้น ตัวอาคารบ้านเรือน ไม่สูงมากนัก ตึกใหญ่จะสูงแค่ 7-8 ชั้น เนื่องจากเกรงว่าจะไปบดบังทิวทัศน์ที่สวยงามโดยรอบ หังโจว เป็นเมืองเก่าแก่โบราณติด 1 ใน 7 ของจีน ที่ประกอบไปด้วย ซีอาน โล่วหยาง เจ้อโจว ปักกิ่ง นานกิง หังโจว เสฉวน ในเมืองหังโจว มี ทะเลซีหู (Xihu) เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจมากที่สุด โดยทะเลสาบซีหู เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ ของชาว จีน ทั่วไปรวมไปถึง นักท่องเที่ยวที่จากแดนไกลที่เดินทางมา ทัวร์จีน ที่มักจะไม่พลาดโปรแกรมล่องเรือชมทะเลสาบ โดยเรือที่พานักท่องเที่ยว ล่องทะเลสาบนั้นถูกตกแต่งอย่างสวยงามราวกับย้อนอดีตไปสมัยที่ยังใช้กำลังภายในกันอยู่ เข้ากับบรรยากาศโดยรอบ แตกต่างกับภายในตัวเมือง หังโจว ซึ่งมีความทันสมัยไม่น้อย เพราะมีทั้งสนามบินนานาชาติ ทางด่วน ห้างสรรพสินค้า แหล่งช็อปปิ้ง อีกทั้งยังเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยเจ้อเจียงที่โด่งดังของประเทศ จีน อีกด้วย

                                      

เมืองเฉิงตู

สถานที่ตั้ง : บริเวณตะวันตกตอนเหนือของลุ่มน้ำเสฉวน

ภาษา : ภาษาจีนแมนดารินแบบทางตอนใต้

อาหาร : อาหารท้องถิ่นของเมืองเฉิงตู เป็นหนึ่งในอาหารจีน ที่ขึ้นชื่อ โดยเฉพาะอาหารที่มีชื่อว่า Grandma Chen's Bean Curd หรือ มีชื่อท้องถิ่นว่า Chen Mapo Dofu เป็นอาหารที่ประกอบด้วยเนื้อบดละเอียด ผสมด้วยน้ำพริกเผาและซอสพริกไทยป่า อาหารขึ้นชื่ออีกประเภทคือ Husband and Wife Beef Slices

สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจของ เฉิงตู

แหล่งทิวทัศน์ Jiu Zha Gou 
เป็นแหล่งทัศนียภาพที่งดงาม อยู่ทางตอนเหนือของ มณฑลเสฉวน บริเวณดังกล่าวล้อมรอบด้วยทะเลสาบ น้ำตก ลำธาร ภูเขาหิมะ ป่าไม้และหมู่บ้านชาวธิเบต ซึ่งตั้งอยู่รายรอบเป็นระยะทางกว่า 60 กิโลเมตร และภายในหุบเขามีทะเลสาบหล่อเลี้ยงอยู่ถึง 108 แห่ง โดยทะเลสาบที่ยาวที่สุด มีความยาวถึง 7,000 เมตร และกว้างนับพันเมตร ขณะที่ยอดเขา ที่สูงที่สุดในบริเวณนี้ มีชื่อว่า Sword Rock ตามลักษณะของยอดเขา 
แหล่งทิวทัศน์ Jiu Zha Gou นี้ได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในมรดกโลก ของยูเนสโกด้วย เนื่องจากความงดงามของธรรมชาติ ที่ยังคงอุดมสมบูรณ์ ประกอบกับลักษณะภูมิประเทศ ที่น่าอัศจรรย์ บริเวณที่มีการกล่าวขวัญกันมากที่สุด คือ บริเวณทะเลหลากสี (Colorful Lake) เนื่องจากความน่าอัศจรรย์ของพื้นผิวน้ำ ที่ถูกประดับประดา ด้วยต้นไม้โบราณ ที่วางทอดยาวดุจปูพรมให้กับพื้นน้ำ ที่กำลังส่องแสงระยิบระยับ ล้อเลียนแสงอาทิตย์ บริเวณทิวทัศน์ Jiu Zha Gou เป็นแหล่งที่อุดมสมบูรณ์ ด้วยพืชพรรณธรรมชาติ และสัตว์ท้องถิ่น เป็นบริเวณที่มีบรรยากาศแบบสบายๆ และมีลักษณะภูมิอากาศที่เหมาะสม ทำให้เป็นแหล่งของต้นสน และต้นไม้ที่มีน้ำมันชนิดหนึ่งของ จีน และยังเป็นที่อยู่อาศัย ของสัตว์จำพวกมีกระดูกสันหลัง 170 ชนิด และนกนานาชนิดอีก 141 ประเภท รวมถึงแพนด้ายักษ์ ตัวนู และลิงขนทอง

แหล่งทิวทัศน์ Huang Long หรือ Yellow Dragon 
นั่งรถจากแหล่งทิวทัศน์ Jiu Zha Gou มา 3 ชั่วโมง คุณจะได้เห็นแหล่งทิวทัศน์ที่สวยงามอีกที่หนึ่ง ซึ่งรู้จักกันดีในนาม "The World Marvelous Scenery" ตั้งอยู่เขต Songpan ใกล้กับธิเบต มีชื่อเรียกว่า Yellow Dragon บริเวณ Yellow Dragon นี้เป็นลุ่มน้ำลึกยาว 3.6 กิโลเมตร เป็นแม่น้ำที่เกิดจากการสะสมของชั้นตะกอนและหินปูนแบบหนึ่งที่อยู่ในน้ำพุ มีลักษณะคล้ายคลึงกับมังกรสีเหลืองขนาดใหญ่ ทำให้ถูกเรียกขานว่า Yellow Dragon บนพื้นที่ 700 ตารางกิโลเมตร ช่วยสร้างสรรค์ให้เกิดลักษณะภูมิประเทศที่น่ามหัศจรรย์ กล่าวคือ พื้นที่ดังกล่าว ถูกล้อมรอบด้วยทิวทัศน์ ภูเขาหิมะ น้ำตก และป่าที่ยังคงอุดมสมบูรณ์อยู่ ขณะที่น้ำตกหลายสาย ต่างไหลพรั่งพรู ระหว่างทะเลสาบหลายแห่ง น้ำตกที่สวยงามที่สุดอยู่บริเวณใจกลาง Yellow Dragon มีชื่อว่า น้ำตกนูโอริน่า (Nuorina)

เทือกเขา Emei และรูปปั้นสลักพระพุทธเจ้า

                                                      
ตั้งอยู่ที่เมือง Emeishan มณฑลเสฉวน เป็นบริเวณเทือกเขา ที่คงความงดงามของธรรมชาติ ไว้อย่างน่าทึ่ง มีลักษณะภูมิประเทศ สิ่งแวดล้อมที่ได้รับการสงวนรักษาไว้เป็นเขตนิเวศวิทยา และยังเป็นเขตโบราณสถาน ที่มีรูปปั้นของพระพุทธเจ้าขนาดใหญ่ (Giant Buddha) รวมถึงยังเป็นบริเวณที่อยู่อาศัย ของพืชพรรณนานาชนิด 3,200 ประเภท และสัตว์ท้องถิ่นหายากกว่า 2,300 ชนิด สภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน ช่วยให้บริเวณดังกล่าวมีลักษณะเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร จุดที่สูงที่สุด ของบริเวณนี้อยู่ที่เหนือระดับน้ำทะเล 3,077 เมตร มีทิวทัศน์ที่ไม่มีที่ใดเหมือน ที่กึ่งกลางของเทือกเขา Emei ท่ามกลางป่าทึบ และดอกไม้นานาพรรณ เป็นบริเวณที่อาบน้ำของช้าง และบริเวณ Nine Old Men รวมถึงภูเขา Hongchunping ภายในบริเวณนั้น มีวัดหลายแห่ง ที่มีชื่อเสียงคือ วัดหมื่นปี (Ten-Thousand-Year Temple) บริเวณโถงใหญ่จะมีรูปปั้นทองสัมฤทธิ์พระพุทธเจ้าขนาดใหญ่ ที่มีชื่อว่า Samantabhadra พระพุทธรูปองค์นี้หล่อขึ้นในราชวงศ์ซ่ง มีความสูงถึง 7.55 เมตร หนัก 62 ตัน และเป็นโบราณวัตถุที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของ จีน นอกจากนี้ ภายในเทือกเขา Emei ยังมีวัด Tiger Taming ซึ่งเป็นวัดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในบริเวณนี้ ล้อมรอบด้วยแหล่งวัตถุโบราณของ จีน ที่น่าสนใจ ทำให้เทือกเขา Emei แห่งนี้ เป็นที่ที่ควรค่าแก่การศึกษาทางประวัติศาสตร์ จีน และวัฒนธรรมต่างๆ ของ จีน นอกจากนี้ ยังเป็นแหล่งที่พักของนักท่องเที่ยวด้วย

ถัดไปเป็นบริเวณที่เรียกว่า Giant Buddha of Leshan หรือบริเวณที่ตั้งของพระพุทธเจ้าขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่มีชื่อเสียงของ จีน และของโลก มีลักษณะเป็นรูปสลักหินในท่านั่ง ของพระพุทธเจ้าที่สูงถึง 71 เมตร ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางภูเขาสูงและแม่น้ำ 3 สาย รูปสลักพระพุทธเจ้านี้ ได้รับการยกย่องให้เป็นเลิศ ในการสร้างสรรค์ศิลปะการแกะสลักหิน อีกทั้งเชื่อว่าเป็นรูปสลักที่มีความสูงที่สุดในโลก บริเวณแห่งนี้ มีมรดกโลก ที่ผสมผสานระหว่างธรรมชาติ และวัฒนธรรมเข้ากันอย่างลงตัว และบนพื้นที่ 2.5 ตารางกิโลเมตร จะได้พบกับรูปปั้นยักษ์ สมัยราชวงศ์ถังตั้งอยู่ศูนย์กลาง ล้อมรอบด้วยสภาพทิวทัศน์ธรรมชาติ นอกจากนี้ ยังมีรูปปั้นพระพุทธเจ้า สมัยราชวงศ์ถังและซ่ง เจดีย์ วัด และสถาปัตยกรรมชั้นเลิศในสมัยราชวงศ์หมิง และ ราชวงศ์ Qing บริเวณดังกล่าวเหมาะแก่นักท่องเที่ยว ที่ชื่นชอบศิลปะและสถาปัตยกรรมแบบ จีน

พระราชวังโพธาลา ในกรุงลาซา (Lhasa)

                                                
พระราชวังโพธาลานี้ ตั้งอยู่บนหน้าผาสูงในเมืองลาซา ซึ่งเป็นเมืองหลวงของธิเบต พระราชวังแห่งนี้สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 7 โดยกษัตริย์ Songtsan Gambo ที่สร้างพระราชวังแห่งนี้เพื่อเป็นสินสอดแก่เจ้าหญิงชาวฮั่นซึ่งมีพระนามว่า Wen Cheng ต่อมาในปี 1645 สมัยองค์ดาไลลามะที่ 5 ได้ทำการบูรณะซ่อมแซม และขยับขยายพระราชวังจนมีขนาดเท่าในปัจจุบัน และหลังจากนั้น เป็นต้นมา องค์ดาไลลามะก็ได้พำนักอยู่ที่นี่เรื่อยมา จนชาวบ้านเรียกพระราชวัง Potala ว่า ภูเขาของพระพุทธเจ้า (Budha's Mountain) ความมหัศจรรย์ของพระราชวังแห่งนี้ อยู่ที่การสร้างสถานบูชา และห้องโถงสำหรับการเคารพสักการะพระพุทธเจ้า ให้ลดหลั่นตามเนินเขา พระราชวังแห่งนี้สูงถึง 110 เมตร และมีความกว้าง 360 เมตร มีห้องโถงสำหรับการบวงสรวง 8 แห่ง พร้อมด้วยรูปปั้นพระพุทธเจ้าอีก 10,000 องค์ ภายในถ้ำคุณจะได้เห็นรูปปั้นของกษัตริย์ Songtsan Gambo และเจ้าหญิง Wen Cheng รวมถึงสถูป ขององค์ดาไลลามะทั้งหมด ที่ถูกสร้างขึ้นอย่างประณีต และงดงามอย่างหาค่ามิได้ โดยเฉพาะสถูปขององค์ดาไลลามะที่ 5 ที่คลุมด้วยแผ่นทองซึ่งประดับตกแต่งด้วยหยกและหินสวยงาม พระราชวังโพธาลานี้ถือได้ว่า เป็นสถาปัตยกรรมแบบธิเบตชั้นยอด ที่ผสมผสานด้วยศิลปะแบบฮั่น มองโกเลีย และแมนจู

เซี๊ยะเหมิน

เซี๊ยะเหมิน หรือชื่อในสำเนียงฟูเจี้ยน (Fujian) ว่า "อามอย" (Amoy) มีความหมายใน ภาษาจีน ว่า ประตูคฤหาสน์ เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงที่สุดของมณฑลฟูเจี้ยน และเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อในเรื่องของความสวยงามและสะอาดที่สุดของ ประเทศจีน ทั้งนี้ เกาะเซียะเหมิน ยังได้รับสมญานามว่า"สวนดอกไม้บนทะเล" และ "เกาะแห่งดนตรี" อาหารที่ขึ้นชื่อได้แก่ Spice Grapes ชา และอาหารทะเล

                                          

เมืองเซี๊ยะเหมินได้ยกระดับขึ้นมาเป็นเมืองใหญ่ใน ค.ศ. 1387 โดยมีสถานะเป็นเมืองท่าที่มีความสำคัญ และเป็นพื้นที่ที่เป็น สนามแห่งการสู้รบ หลายต่อหลายครั้งในอดีต ในปี 1981 เมืองเซี๊ยะเหมินได้กลายเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ หรือที่เรียกว่า Special Economic Zone ทำให้เซี๊ยะเหมินกลายเป็นหน้าต่างของประเทศจีน ที่เปิดสู่โลกภายนอกมากขึ้น สาเหตุที่ทำให้เซี๊ยะเหมิน เป็นเมืองที่มีความสำคัญในทางเศรษฐกิจ เนื่องจากได้รับนโยบายสนุบสนุนจากการลงทุนจากรัฐบาล ซึ่งมีนักลงทุนจากไต้หวัน และชาวต่างชาติเข้ามาลงทุนจำนวนมากกว่า 140 ประเทศ โดยเข้ามาลงทุนในด้านอุตสาหกรรม เกษตรกรรม ที่ดินและก่อสร้าง บริการแหล่งเงินทุน การท่องเที่ยว การส่งออก โดยมีอุตสาหกรรมหลัก ประกอบด้วย เครื่องจักร สิ่งทอ อาหาร เคมีภัณฑ์ เวชภัณฑ์ และวัสดุก่อสร้าง ทั้งนี้ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เซี๊ยะเหมินได้ให้ความสำคัญด้านการค้า การศึกษา และการท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก

สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจของ เซี๊ยะเหมิน

เมืองฝูโจว
ฝูโจว (Fuzhou) เป็นเมืองหลวงของมณฑลฟูเจี้ยน ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำหมินเจียง (Minjiang) เป็นศูนย์กลาง ทางการเมืองของมณฑลฟูเจี้ยนมาตั้งแต่ราชวงศ์ Qin และกลายเป็นเมืงท่าที่สำคัญตั้งแต่ศตวรรษที่ 10 ใน ค.ศ. 1842 เมืองท่าแห่งนี้เปิด ให้เรือต่างชาติเข้าเทียบ และเป็นศูนย์กลาง การต่อเรือในช่วงราชวงศ์ซ่ง ปัจจุบัน มีประชากรกว่า 1 ล้านคน เมืองฝูโจว มีน้ำพุร้อนหลายแห่ง และมีสถานที่ ที่น่าเยี่ยมชมคือ วัดป่าหัวหลินซื่อ (Hualinsi หรือ Spledid Forest Temple) ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของเมือง ตัวอาคารทั้งหมดของวัดนี้ เป็นผลงานที่ปรับปรุง เปลี่ยนแปลงจากสมัยราชวงศ์ชิง เว้นแต่หอกลางซึ่งคงรูปเดิม ผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก ได้แก่ ชา อ้อย ฝ้าย ป่าน และยาสูบ และมีสินค้าขึ้นชื่อ คือ ชามะลิ ส้มฝูงโจว และอาหารทะเล

วัดน่ำโผ่วท้อ
วัดน่ำโผ่วท้อ ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศใต้ ของเขาโผ่วท้อ ซึ่งเป็น 1 ใน 4 แห่งวัดพระพุทธศาสนา ที่ลือชื่อของประเทศจีน ท่านจะได้นมัสการพระพุทธรูปหยกขาว ที่อัญเชิญมาจากประเทศพม่า สมัยราชวงศ์ถัง ซึ่งนับว่ามีประวัติยาวนานถึง 1,000 กว่าปี จนมาถึงสมัยราชวงศ์เช็ง จึงได้มีการซ่อมแซมและบูรณะอารามแห่งนี้ จนเป็นที่สมบูรณ์

เกาะกูลั่งอวี่ (Gulangyu Island)
ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามของเมืองเซี๊ยะเหมิน เป็นเกาะที่ได้รับการสมญานามว่าเป็นเกาะแห่งดนตรี เนื่องจากผู้คนที่อาศัยอยู่บนเกาะนั้น นิยมชมชอบดนตรีเป็นชีวิตจิตใจ โดยเฉพาะเปียโน จะเป็นเครื่องเล่นดนตรีที่คนบนเกาะนี้โปรดปานเป็นที่สุด ซึ่งจะเห็นได้จาก 3 ใน 4 ของบ้านบนเกาะนี้ จะมีเปียโนไว้เล่น นอกจากนี้ บนเกาะยังมีพิพธภัณฑ์เปียโน จัดแสดงเครื่องเปียโนจากอดีตจนถึงปัจจุบัน
เกาะกูลั่งอวี่นนี้มีพื้นที่เพียง 1.78 ตารางกิโลเมตร ซึ่งสามารถเดินทางโดยทางเรือภายในเวลา 5 นาที บนเกาะจะไม่อนุญาตให้มียานพาหนะใดๆ ทั้งสิ้น ดังนั้น การเดินทางบนเกาะ จึงต้องใช้การเดินทางเท้าเท่านั้น ซึ่งก็นับว่าเป็นการดีสำหรับท่านๆ ที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย เพราะจะได้เดินเล่มชม วิวทิวทัศน์ที่ธรรมชาติได้สร้างสรรค์ขึ้นมาได้อย่างเต็มที่ เกาะดังกล่าวนี้ ถือได้ว่าเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจยอดนิยมของแถบนี้

สำหรับจุดท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงบนเกาะก็ได้แก่ Sunlight Rock ซึ่งเป็นจุดที่สูงที่สุดของเกาะ ตั้งอยู่บนเขาหัวมังกร (Tiger Head Hill) ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกของหาด เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก แสงอาทิตย์จะตกกระทบที่ก้อนหินดังกล่าว จึงเป็นที่มาของชื่อ Sunlight Rock และเมื่อยืนอยู่ ณ จุดนี้ จะมองเห็นทัศนียภาพที่สวยที่สุดของเกาะกูลั่งอวี่

วัดหนานผูเต่า (Nanputuo) 
ตั้งอยู่ทางชานเมืองทิศใต้ของเซี๊ยะเหมิน เป็นวัดพุทธที่สร้างขึ้นในช่วงราชวงศ์ถัง ตั้งอยู่บนพื้นที่ 30,000 ตารางเมตร เป็นวัดที่อุทิศให้กวนหยิ เทพเจ้าแห่งความเมตตา ซึ่งภายในโถงพระเมตตาอันยิ่งใหญ่ มีรูปเจ้าแม่กวนอิมถึง 3 องค์ ประดิษฐานอยู่ และเป็นที่เก็บเอกสารเกี่ยวกับพุทธศาสนา และพระพุทธรูปที่ได้มาจากประเทศพม่า

                                                               

Shantou
Shantou เป็นเมืองที่ขึ้นชื่อของแหล่งสวนสาธารณะ ที่น่าท่องเที่ยวมากที่สุด ในแถบจีนตอนใต้ โดยมีสวน Queshe เป็นที่ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวมากที่สุด นอกจากนี้ บริเวณดังกล่าวยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ประกอบด้วย เกาะ Mayu เกาะ Laiwu รวมไปถึง วัด Lingshan และ ภูเขาเจดีย์ศาสนาพุทธที่อยูในเขต Chenhai ซึ่งมีชื่อเสียงในหมู่นักท่องเที่ยวชาว จีน และชาวต่างประเทศ

Jimei
เป็นเมืองเล็กๆ ตั้งอยู่ตรงข้ามกับด้านเหนือของเกาะเซี๊ยะเหมิน เป็นแหล่งบรรจบของถนน Gaoji และ Xiangji ที่ขึ้นในที่ลุ่ม หรือทะเล เมือง Jimei นี้เป็นทางเข้าออกทางเดียวของเมืองเซี๊ยะเหมิน โดย Jimei เป็นหนึ่งในสี่เมืองหลักของเซี๊ยะเหมิน แหล่งท่องเที่ยวในเขต Jimei ที่มีชื่อเสียงอาทิ Turtle Garden Returness Garden 
Jimei ยังเป็นถิ่นอาศัยของ Mr. Tan Hkah-Kee ผู้นำชาว จีน ที่อุทิศตนให้กับวงการศึกษา โดย Mr.Tan ได้สร้างโรงเรียนแบบต่างๆ ถึง 12 แห่ง ในบริเวณที่พักของเขา รวมถึงมหาวิทยาลัย Xiamen ซึ่งทำให้เขตดังกล่าวกลายเป็นศูนยกลางแห่งวงการวิทยาศาสตร์ สถานที่ออกกำลังกาย ห้องสมุดและโรงพยาบาล ซึ่งเปลี่ยนจากเขตชนบทในอดีตกลายเป็นเขตเมืองในปัจจุบัน

เงินตรา
ที่ประเทศจีนจะใช้สกุลเงินเป็น หยวน Yuan หรือ ที่เรียกว่า “เหรินหมินปี้” 人民币 (Ren Min Bi) ราคาโดยประมาณ  
  1 หยวน = 5 บาท ธนบัตรรุ่นปัจจุบันมี 1 หยวน 5 หยวน 10 หยวน 20 หยวน 50 หยวน 100 หยวน

                              

 

ข้อมูลท่องเที่ยวไต้หวัน

หมวด: ข้อมูลการท่องเที่ยว
เผยแพร่เมื่อ วันอาทิตย์, 06 เมษายน 2557
เขียนโดย Super User

ไต้หวัน ไม่ใช่แค่เกาะที่มีผู้คนอาศัยอยู่เท่านั้น แต่มีสิ่งที่น่าสนใจอย่างหนึ่ง คือ วัฒนธรรมของคนไต้หวันเองที่ประกาศเต็มปากเต็มคำว่าพวกเขาเป็น "คนไต้หวัน" ไม่ใช่คนจีน พวกเขาพูดภาษาไต้หวัน (Taiwanese) ไม่ใช่ภาษาจีนกลาง(Mandarin)ของจีนแผ่นดินใหญ่ นับเป็นประเด็นที่น่าสนใจสำหรับหลายประเทศ รวมทั้งไทยเรา ที่กำลังถูกรุกรานด้วยวัฒนธรรมทางภาษาของคนชาติอื่น

ไต้หวัน ตั้งอยู่ระหว่างทะเลจีนตะวันออกและทะเลจีนใต้ ห่างจากจีนแผ่นดินใหญ่ ประมาณ 160 ก.ม. (ตรงข้ามมณฑลฝูเจี้ยนของจีน) ประกอบด้วยเกาะหลักๆ ได้แก่ เกาะไต้หวัน หมู่เกาะเผิงหู (Penghu) จินเหมิน (Kinmen) และหมาจู่ (Matsu) และเกาะเล็กเกาะน้อยอื่น ๆ อีกจำนวนหนึ่ง

 สภาพภูมิอากาศ
เกาะไต้หวันตั้งอยู่ระหว่างเขตร้อนและกึ่งเขตร้อน จึงมีลักษณะภุมิอากาศแบบเขตร้อนและกึ่งเขตร้อน เนื่องจากถูกล้อมรอบด้วยทะเลจึงได้รับอิทธิพลจากลมมรสุม ทำให้ที่นี่อากาศเย็นสบาย ไม่ร้อนหรือหนาวเกินไป อุณหภูมิโดยเฉลี่ย 22 องศาเซลเซียสต่อปี (ไม่รวมพื้นที่ๆ อยู่บนยอดเขาสูง) อาจจะมีหิมะในพื้นที่ๆ อยู่เหนือระดับน้ำทะเล 3,000 เมตรขึ้นไป มีฝนตกชุกและมีพายุพัดผ่านบ่อยครั้ง

 เวลา
เวลาในประเทศไต้หวัน เร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง

 ภาษา
ใช้ภาษา จีนกลาง (Mandarin) เป็นภาษาราชการ ฮกเกี้ยน (หมิ่นหนาน) เป็นภาษาท้องถิ่นที่ใช้ทั่วไปคู่กับจีนกลาง ข้าราชการระดับสูงทั่วไปสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้

 งินตรา
ใช้สกุลเงิน เหรียญไต้หวัน (New Taiwan Dollar : NTD) 35.06 NTD = 1 USD หรือ 1 เหรียญไต้หวัน = 1.2168 บาท

ระบบไฟฟ้า
ไต้หวันใช้กระแสไฟฟ้า แบบ 110 V. 60 Hz (ไม่เหมือนประเทศไทย) ปลั๊กเสียบเป็นแบบ ขาแบน 2 ขา ฉะนั้นท่านที่มีเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น กล้องวิดิโอ โทรศัพท์เคลื่อนที่ เครื่องเป่าผม ควรมีปลั๊กแบบใช้ได้ทั่วโลก (Universal Adaptor) ติดตัวไปด้วย เพื่อความสะดวกของท่านกรุณาเตรียม ฟิล์มถ่ายรูป, แบตเตอร์รี่ ไปให้เพียงพอจากประเทศไทย

 ฟิลม์และกล้องถ่ายรูป
ควรเตรียมไปให้เพียงพอโดยเฉพาะฟิล์มเพราะที่ต่างประเทศราคาจะสูงมากโดยเฉพาะ ตามสถานที่ท่องเที่ยว และควรเตรียมถ่านใส่กล้องถ่ายรูปไปด้วยเพราะอากาศเย็นถ่านจะเสื่อมสภาพเร็ว

 การใช้โทรศัพท์
โทรศัพท์ทางใกลจากไต้หวัน : รหัสโทรทางไกล (002 หรือ 009) + รหัสประเทศ (รหัสประเทศไทย 66) + รหัส พื้นที่ (เลข 0 ข้างหน้าเอาออก) + เบอร์โทรศัพท์ 

โทรศัพท์ถึงไต้หวันจากต่างประเทศ : รหัสโทรทางไกล+ 886 + รหัส พื้นที่ (เลข 0 ข้างหน้าเอาออก) + เบอร์โทรศัพท์

 การให้ทิป
การให้ทิปในต่างประเทศ ถือเป็นเรื่องสำคัญ และมารยาทของนักท่องเที่ยวควรให้ทิปสำหรับคนที่ให้บริการท่าน อาทิคนขับรถ / ไกด์ท้องถิ่น ที่คอยอำนวยความสะดวกให้แก่ท่านระหว่างการเดินทาง

 อาหารการกิน
อาหารแบบพื้นเมือง
เครื่องปรุงมักจะได้มาจากธรรมชาติ ส่วนใหญ่จะเป็นอาหารป่า ซึ่งมีความเป็นเอกลักษณ์ และ ความสดของส่วนประกอบ ยกตัวอย่าง อาหารพื้นเมือง ก็จะมีพวก เนื้อหมูป่าย่าง นกเสียบไม้ย่าง ผักสมุนไพรจากป่านำมาทอด เหล้าหมักข้าวฟ่าง 

ประเพณีการรับประทานอาหารแบบพื้นเมืองนี้ คนไต้หวันถือว่าเป็นการรักษาไว้ซึ่งจิตวิญญาณ และวัฒนธรรมของไต้หวัน 

ตัวอย่างเมนูอาหารแบบพื้นเมือง เช่น ลูกท้อ, ชา, แป้งห่อเนื้อหมูทอด, ไก่งวง, ดอกบัว, ก๋วยเตี๋ยวปลาไหลทอด, ปลาโอ 

เมนูอาหารทั่วๆ ไป เช่น ซุปปลาหมึก, ก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็ก, ไก๋ตุ๋นน้ำมันงา, บะหมี่เนื้อตุ๋น, อาหารแบบหม้อซุปร้อนรสจัด และ อาหารแบบฮากกาหรืออาหารของจีนแคะ ซึ่งจะประกอบไปด้วย ไส้กรอกหมูเปรี้ยว ทอดกับขิงคลุกให้เข้ากัน และแป้งห่อข้าวเหนียวกับขิง ทอดแป้งจนมีสีน้ำตาลแดง

 รายการช้อปปิ้ง

โปสการ์ด 3 มิติ ที่ใช้ประกอบเป็นโมเดลแบบต่างๆ

ขนมต่างๆ เช่น พายสับปะรด หรือ เค้กสับปะรด, โมจิแบบต่างๆ, ไข่เหล็ก (Iron Egg), บ๊วยเค็มหลากชนิด เป็นต้น

ใบชาต่างๆ ที่นิยมซื้อกันจะเป็นชาอู่หลง ชาจีน และชากลิ่นมะลิ

กล้อง วิทยุ หูฟัง และอุปกรณ์อิเล็คโทรนิคต่างๆ

เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย

สินค้าประเภทอุปกรณ์กีฬา

ฯลฯ

 สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ

ตึกไทเป 101

พิพิธภัณฑ์กู้กง

อนุสรณ์วีรชน จงเลี่ยฉือ

อนุสาวรีย์ เจียงไคเช็ก

ย่านซีเหมินติง

ตลาดไนท์ มาร์เก็ตซื่อหลิน

อาหลี่ซาน

ทะเลสาบสุริยันจันทรา

อุทยานเย่หลิว

อุทยานทาโรโกะ

 เทศกาลสำคัญ

เทศกาลตรุษจีน หรือวันขึ้นปีใหม่ของจีน : เทศกาลนี้นับเป็นช่วงเวลาแห่งการเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ ถือเคล็ดกันว่า ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต ควรจะเป็นของใหม่ทั้งหมด เพื่อนำพาโชคลาภ และต้อนรับสิ่งใหม่ๆ ที่จะเข้ามาในชีวิต ชาวจีนจะทำความสะอาดบ้านเรือน และตกแต่งบ้านให้สวยงาม ด้วยผลไม้และสิ่งของที่เป็นศิริมงคล และแปะกระดาษแดงเขียนตัวอักษรจีน ที่หมายถึงความสุข ความเจริญรุ่งเรืองและชีวิตที่ยืนยาว เอาไว้บนผนัง เพื่อความเป็นสิริมงคล ทุกคนจะตัดผม และสวมเสื้อผ้าใหม่ หากมีหนี้สินก็จะชำระให้หมด ส่วนเจ้านายก็จะจ่ายโบนัสพิเศษให้กับลูกน้อง ผู้คนจะซื้อของขวัญ เพื่อไปเยี่ยมเยียนญาติมิตร

เทศกาลโคมไฟไต้หวัน : เทศกาลโคมไฟ หรือว่า วันหยวนเซียว (元宵節) คือวันที่ 15 ของเดือน 1 ตามปฏิทินจันทรคติ หรือที่เรียกกันว่า ชูสืออู่ นั่นเอง คำว่า หยวน มีความหมายว่า แรก ส่วนเซียว แปลว่า กลางคืน จึงใช้เรียกคืนที่พระจันทร์เต็มดวงครั้งแรกในรอบปีหลังผ่านพ้นตรุษจีน คล้ายกับเป็นวันตบท้ายเทศกาลตรุษจีนแบบแฮปปี้เอนดิ้ง ซึ่งในปีนี้ ตรงกับวันที่ 12 ก.พ. 2549 สำหรับคืนสำคัญนี้ มีประเพณีว่า ชาวจีนจะต้องรับประทานบัวลอยกันในครอบครัวและออกไปชมโคมไฟที่จะนำมาประดับประดากันอย่างสวยงาม ดังนั้น จึงมีการเรียกเทศกาลนี้อีกอย่างว่า เทศกาลโคมไฟ (燈節)

เทศกาลไหว้ขนมจ้าง : วันที่ 5 เดือน 5 ตามปฏทินของจีน ชาวจีนเรียกว่า “ตวนหวู่เจ๋” 「端午節」เป็นเทศกาลสำคัญหนึ่งในสามของชาวจีน อีกสองเทศกาลได้แก่ ตรุษจีนและไหว้พระจันทร์ เป็นเทศาลที่ไหว้เจ้าด้วยขนมจ้าง ขนมจ้างนี้ คนจีนเรียกว่า “โจ้งจื่อ” 「粽子」แม่บ้านที่มีฝีมือจะลงมือทำขนมจ้างเอง เรียกว่า “เปาโจ้งจื่อ” 「包粽子」

เทศกาลไหว้พระจันทร์ : สำหรับในไต้หวัน ในคืนไหว้พระจันทร์ สมาชิกทุกคนในครอบครัว จะกลับมาบ้านพร้อมหน้าพร้อมตากัน แล้วก่อไฟตั้งวงที่ดาดฟ้าหรือหน้าบ้าน ย่างเนื้อ พืชผักทานกันอย่างเอร็ดอร่อย ดังนั้นในวันนี้ ไม่ว่าจะในตลาดสด ซุปเปอร์มาเก็ต ห้างสรรพสินค้าหรือห้างขายส่งขนาดใหญ่ จะมีลูกค้าไปอุดหนุนอย่างเนืองแน่น เพื่อซื้อหาอาหารนำไปย่างทานกัน

ข้อมูลท่องเที่ยวฮ่องกง

หมวด: ข้อมูลการท่องเที่ยว
เผยแพร่เมื่อ วันอาทิตย์, 06 เมษายน 2557
เขียนโดย Super User

                                   
ฮ่องกง ดินแดนแห่งความตื่นตาตรึงใจ สัมผัสความผสมผสานที่กลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวระหว่างมรดกทางวัฒนธรรมและความทันสมัยของเมืองแห่งสีสันและความคึกคัก ที่ซึ่งตะวันออกและตะวันตกมาบรรจบกันอย่างลงตัว เพลิดเพลินไปกับการจับจ่ายในช้อปปิ้งมอลล์สุดหรูไปจนถึงตลาดกลางแจ้ง อิ่มอร่อยไปกับอาหารนานาชาติรสเลิศหรืออาหารพื้นเมืองสุดวิเศษ เปิดโลกทัศน์ตระการตากับความงามอันน่าพิศวงของเส้นขอบฟ้า ล่องเรือข้ามอ่าววิคตอเรียหรือปีนเขาชื่นชมทัศนียภาพอันงดงาม สัมผัสความหลากหลายและความนำสมัยของฮ่องกง แก่นแท้ของเมืองที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาแห่งนี้ แล้วคุณจะรักฮ่องกง!
 

ข้อมูลทั่วไป
ที่ตั้ง
 เกาะฮ่องกงเป็นดินแดนตอนปลายสุดทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศจีน ติดกับมณฑลกวางตุ้ง ประกอบด้วยเกาะฮ่องกง นิวเทอร์ริทอรีส์ เกาลูน และเกาะเล็กๆ อีก 235 เกาะ มีพื้นที่โดยรวม 1,091 ตารางกิโลเมตร

ประชากรและภาษา
 มีประชากรทั้งสิ้นประมาณ 6.4 ล้านคน ประมาณร้อยละ 96 เป็นคนจีน ภาษาจีนและอังกฤษเป็นภาษาราชการ ภาษาจีนกลางตุ้งเป็นภาษาที่ใช้กันมากที่สุด แต่หลังจากวันที่ 1 กรกฎาคม 1997 ได้มีการบรรจุภาษาจีนกลาง (แมนดาริน) ในแบบเรียนเพิ่มขึ้นด้วย 
Note : เจ้าหน้าที่ร้านค้าและโรงแรม จะสามารถพูดภาษาอังกฤษได้ดี

ภูมิอากาศ
ฮ่องกงอยู่ในเขตกึ่งร้อนชื้น นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางมาเยือนได้ตลอดทั้งปี 
ฤดูใบไม้ผลิ (มีนาคม-กลางพฤษภาคม) อุณหภูมิประมาณ 23 องศาเซลเซียส อุณหภูมิและความชื้นสูงขึ้นเสื้อผ้าแนะนำให้เตรียมแจ็คเก็ตหรือสเว็ทเตอร์ ไม่ต้องหนามากไปด้วย
ฤดูร้อน (ปลายพฤษภาคม - กลางกันยายน) อุณหภูมิประมาณ 28 องศาเซสเซียส 
อากาศร้อนชื้น อาจจะมีฝนบ้าง ควรเตรียมเสื้อเชิ๊ต ชุดผ้าฝ้าย และร่มเมื่อออกนอกอาคารด้วย
ฤดูใบไม้ร่วง (ปลายกันยายน-ต้นธันวาคม) อุณหภูมิประมาณ 23 องศาเซสเซียส 
ช่วงนี้อุณหภูมิและความชื้นลดลง ท้องฟ้าแจ่มใสตลอดวัน ควรเตรียมเสื้อเชิ๊ต สเวทเตอร์และแจ็คเก็ตบางๆ ไปด้วย
ฤดูหนาว (ปลายธันวาคม - กุมภาพันธ์) อุณหภูมิประมาณ 17 องศาเซสเซียส 
อากาศหนาวเย็นและความชื้นต่ำ ควรสวมเสื้อกันหนาว เสื้อโอเวอร์โค้ท

ระเบียบการเข้าเมือง
 นักท่องเที่ยวชาวไทยสามารถเข้าฮ่องกงได้โดยไม่ต้องมีวีซ่านาน 3 เดือน ซึ่งแต่เดิม สามารถอยู่ได้เพียง 14 วัน ก่อนเข้าถึงฮ่องกงจะได้รับแบบฟอร์มการเข้าเมือง ซึ่งต้องกรอกให้สมบูรณ์ และแนบไปกับพาสปอร์ตแสดงต่อเจ้าหน้าที่ ที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง

ข้ออนุญาตของศุลกากร
 นักท่องเที่ยวสามารถนำสิ่งต่อไปนี้เข้าฮ่องกงได้โดยไม่ต้องเสียภาษี
ยาสูบ - บุหรี่ 200 มวน หรือซิการ์ 50 มวน หรือยาสูบ 250 กรัม
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์-ไวน์ หรือเหล้าขวดขนาด 1 ลิตร
งาช้าง รัฐบาลฮ่องกงมีข้อบังคับเข้มงวดมากในเรื่องการนำเข้าและส่งออกงาช้าง ทั้งที่ยังไม่ได้แปรสภาพและที่แปรสภาพแล้ว ไม่ว่าจะเป็นจำนวนมากหรือน้อยก็ตาม จึงควรสอบถามเจ้าหน้าที่ก่อนที่จะนำเข้าหรือออกงาช้าง 

การขับขี่
 ท่านที่มีใบขับขี่นานาชาติอยู่แล้ว สามารถขับรถในฮ่องกงได้ไม่เกิน 12 เดือน โดยต้องเป็นรถที่มีประกันภัยบุคคลที่ 3 และต้องพกพาใบขับขี่พร้อมบัตรประจำตัวที่มีรูปถ่ายติดตัวเสมอ

ไฟฟ้า น้ำประปา และโทรศัพท์
 สำหรับท่านที่ต้องการนำเครื่องใช้ไฟฟ้า หรืออุปกรณ์อิเล็คทรอนิคส์ ติดตัวไปใช้ ที่ฮ่องกงใช้กระแสไฟฟ้า 200/220 โวลท์ ความถี่ 50 เฮิร์ตซ์ หากท่านพักที่โรงแรม โดยส่วนใหญ่เกือบทุกแห่ง จะมีเครื่องแปลงไฟฟ้าไว้ให้บริการ สามารถขอได้
 น้ำในฮ่องกงมาจากระบบประปาของรัฐบาลเอง มีความสะอาดตามมาตรฐานขององค์การอนามัยโลกแห่งสหประชาชาติ หากยังไม่มั่นใจ น้ำดื่มบรรจุขวดก็มีจำหน่ายทั่วไป หาซื้อได้ไม่ยาก
 ส่วนโทรศัพท์นั้น ที่ฮ่องกงเป็นระบบที่ทันสมัย การโทรศัพท์ภายในฮ่องกงเอง (local call) ไม่เสียค่าบริการ และร้านค้า โรงแรมส่วนใหญ่มีโทรศัพท์ไว้บริการอยู่แล้ว แต่ควรสอบถามจากทางโรงแรมก่อนว่าคิดว่าโทรฯ และชาร์จอย่างไร ไม่เช่นนั้นคุณอาจจะยังไม่ทัน shopping  กลับต้องจ่ายค่าโทรศัพท์หมดตัวเสียก่อน อันนี้ต้องระวัง เครื่องโทรศัพท์สาธารณะระบบ IDD สามารถโทรทางไกลออกนอกประเทศได้ มีทั้งแบบหยอดเหรียญและใช้บัตร ซึ่งสามารถหาซื้อได้จากร้านค้า และศูนย์บริการข้อมูลการท่องเที่ยว (HKTA) รวมถึงร้านขายสินค้าที่ระลึกทั่วไป สำหรับการโทรกลับเมืองไทยแบบอัตโนมัติ กด 00 + 66 + รหัสจังหวัด + เบอร์โทรศัพท์

ธนาคาร & สกุลเงิน
ธนาคาร
         ธนาคารส่วนใหญ่เปิดทำการวันจันทร์ถึงศุกร์ ตั้งแต่ 9.00 น. ถึง 16.30 น. และวันเสาร์ ตั้งแต่ 9.00 น. ถึง 12.30 น. ปิดทำการในวันอาทิตย์และวันหยุดราชการ ธนาคารและสาขาบางแห่งอาจเปิดให้บริการนานกว่านี้ บริการทางธนาคารบางประเภทอาจงด 1 ชั่วโมงก่อนปิดทำการ เครื่องเบิกถอนเงินสด (ATMs) พบได้เกือบทุกที่และเครื่อง “Electronic Money” ของ HSBC ให้บริการถอนเงินสด (HK$) ตลอด 24 ชั่วโมง แก่ผู้ถือบัตรวีซ่าและมาสเตอร์การ์ด ส่วนผู้ถือบัตรอเมริกันเอ็กซ์เพรส สามารถใช้เครื่องเอทีเอ็มของ Jetco และสามารถถอนเงินสกุลท้องถิ่นและเช็คเดินทางได้ที่เครื่องเอทีเอ็ม Express Cash ในเมือง
สกุลเงิน

                    
          สกุลเงินที่ใช้ได้ตามกฎหมายคือเงินดอลลาร์ฮ่องกง (HK$) 1 ดอลลาร์มี 100 เซ็นต์ สำหรับเหรียญ 10 เซนต์ 20 เซ็นต์และ 50 เซ็นต์ ซึ่งออกโดยรัฐบาลมีสีบรอนซ์ เหรียญ 1HK$, 2 HK$, และ 5HK$ มีสีเงิน ส่วนเหรียญนิคเกิลและบรอนซ์ใช้กับเหรียญ 10 HK$ สำหรับธนบัตรที่ออกโดย HSBC และธนาคารสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด มี 10 HK$, 20 HK$, 50 HK$, 100 HK$, 500 HK$ และ 1,000 HK$ ส่วนแบงก์ออฟไชน่าออกธนบัตรทุกประเภท ยกเว้น 10 HK$
          ตั้งแต่กลางปี 1980 ค่าเงินดอลลาร์ฮ่องกงถูกตรึงไว้ที่ 7.8 HK$ ต่อหนึ่งดอลลาร์สหรัฐฯ และลดหลั่นกันไปกับอัตราแลกเปลี่ยนกับเงินสกุลอื่น อย่างไรก็ตาม อัตราตลาดแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์สหรัฐฯมีการแกว่งขึ้นลงบ้าง ธนาคารและผู้รับแลกเปลี่ยนเงินจะเรียกเก็บค่าคอมมิชชั่น เช่นเดียวกับโรงแรมและห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ทั้งหลายซึ่งมีบริการแลกเปลี่ยนเงินตราให้กับลูกค้า อัตราแลกเปลี่ยนสำหรับเงินสดและเช็คเดินทางจะแตกต่างกันไปเล็กน้อยเหมือนกับเมืองอื่น ๆ และไม่สามารถแลกเหรียญได้
         ตามกฎหมาย ผู้ให้บริการแลกเปลี่ยนเงินตราต้องติดป้ายแสดงอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิให้ชัดเจน นักท่องเที่ยวควรตรวจสอบและคำนวณค่าคอมมิชชั่นที่ต้องจ่ายเพิ่มสำหรับการแลกเช็คเดินทางก่อนแลกเงิน และตามกฎหมายต้องมีใบเสร็จรับเงินออกให้ ไม่มีระเบียบใด ๆ เกี่ยวกับการถือสกุลเงินต่าง ๆ เข้าและออกจากฮ่องกง 

ตรวจสอบอัตราแลกเปลี่ยนเงิน Hong Kong Dollar (HKD)

ข้อมูลสนามบิน
สนามบินนานาชาติฮ่องกง

                                    
         นักท่องเที่ยวที่มาเยือนฮ่องกงจะได้รับการรับการบริการจากสนามบินที่ทันสมัยที่สุดและใหญ่ที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง สนามบินนานาชาติฮ่องกงอยู่ที่เช็คแลปก๊ก บนเกาะลันเตา เปรียบเสมือนประตูใหญ่สู่เอเชีย
ทางเลือกในการคมนาคมขนส่งมีหลากหลายเพียบพร้อมสำหรับผู้ที่เดินทางระหว่างสนามบินนานาชาติฮ่องกงกับเกาะฮ่องกง เกาลูน นิวเทอร์ริทอรี่ส์ และเกาะลันเตา ทั้งบริการรถไฟ รถประจำทาง เรือเฟอร์รี่ และแท็กซี่
         บริการรถไฟด่วนสายสนามบิน (Airport Express-AEL) ดำเนินการโดยบริษัทเอ็มทีอาร์ คอร์ปอเรชั่น รองรับผู้โดยสารที่จะเดินทางไปยังสถานีฮ่องกง ในเขตเซ็นทรัล ผ่านสถานีซิงยี่ และเกาลูน ภายในเวลา 23 นาที ค่าโดยสารเที่ยวเดียวจากสนามบินไปยังเกาะฮ่องกงราคา 100 HK$ รถไฟจะวิ่งทุก ๆ 10 นาที ตั้งแต่เวลา 5.50 น. – 1.00 น. ทุกวัน และมีบริการรถรับ-ส่งฟรีไปยังโรงแรมต่าง ๆ สำหรับผู้ใช้บริการ AEL 
         มีบริการรถประจำทางแฟรนไชส์กว่า 30 สาย ที่ให้บริการจากสนามบิน รวมทั้งบริการรถประจำทางปรับอากาศ 9 สาย ที่จะหยุดจอดน้อยกว่ารถประจำทางทั่วไป ค่าโดยสารของรถประจำทางปรับอากาศอยู่ระหว่าง 14 HK$ ถึง 45HK$ เรือเฟอร์รี่วิ่งระหว่างท่าเรือเช็ค แล็ป ก๊ก กับท่าเรือเทิน มุน ในเขตนิวเทอร์ริทอรี่ส์บริการตั้งแต่เวลา 6.00 น. – 23.00 น. ทุกวัน ส่วนแท็กซี่ไปยังทุกสถานที่ในฮ่องกงสามารถเรียกใช้บริการได้จากจุดรับ-ส่งรถแท็กซี่ เส้นทางปกติจากสนามบินถึงเขตเซ็นทรัลราคาประมาณ 330 HK$ และถึงจิมซาโจ่ยประมาณ 270 HK$
         ผู้โดยสารที่อายุตั้งแต่ 12 ปี ต้องจ่ายค่าภาษีขาออกสนามบิน (Air Passthaier Departure Tax – APDT) ราคา 80 HK$ (ซึ่งปกติจะรวมอยู่กับค่าตั๋วเครื่องบิน) ผู้โดยสารที่เดินทางไปและกลับในวันเดียวกัน จะได้รับการยกเว้นการจ่ายภาษีนี้
         ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2545 เป็นต้นมา มีการเรียกเก็บค่าเซอร์ชาร์จ ความปลอดภัยสนามบิน (Airport Security Surcharge – ASS) เพิ่มอีก 13 HK$ จากผู้โดยสารที่เดินทางออกจากสนามบินนานาชาติฮ่องกง เพื่อการรักษามาตรฐานความมั่นคง ปลอดภัยและบริการแก่ผู้โดยสาร ค่าบริการนี้เก็บเพิ่มจากค่าธรรมเนียมความปลอดภัย 20 HK$ ที่ปัจจุบันสายการบินต่าง ๆ เรียกเก็บจากผู้โดยสารในนามของการท่าอากาศยานฮ่องกง ดังนั้นผู้โดยสารจะต้องชำระค่าธรรมเนียมความปลอดภัยของสนามบินรวม 33 HK$

การเดินทาง
         ในทางภูมิศาสตร์ ฮ่องกงมีขนาดเล็กและเป็นหนึ่งในเมืองที่มีระบบขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย ราคาประหยัดและให้บริการเป็นประจำที่สุดในโลก
เส้นทางคมนาคมที่ต่อเชื่อมกับระบบรถไฟใต้ดิน (Mass Transit Railway – MTR) และเส้นทางรถประจำทางต่าง ๆ ได้แก่เครือข่ายเส้นทางรถไฟสายเกาลูน-แคนตัน เรลเวย์ (Kowloon Canton Railway – KCR) และรถไฟสายสั้น (Light Rail – LR) รถรางและเรือเฟอร์รี่ มีแท็กซี่วิ่งพร้อมให้บริการและการเดินทางทั่วเมืองตามปกติจะรวดเร็วและสะดวกมาก อย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกับเมืองใหญ่อื่น ๆ ควรหลีกเลี่ยงช่วงเวลาเร่งด่วน (8.00 น. – 10.00 น. และ 5.00 น. – 19.00 น.)

จัดกระเป๋าเดินทาง
         ด้วยสภาพอากาศกึ่งเขตร้อนของฮ่องกง จึงไม่จำเป็นต้องเตรียมเสื้อผ้าสำหรับอากาศหนาวไปตลอดปี เสื้อผ้าฝ้ายสวมใส่สบายเหมาะสมกับการเที่ยวที่สุด ยกเว้นช่วงกลางเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ เมื่อปรอทอาจลดระดับลงถึง 10oC (50oF) ทว่าในช่วงฤดูร้อน ควรติดเสื้อสเวตเตอร์บางไปด้วย เนื่องจากตามภัตตาคารและโรงภาพยนตร์มักจะปรับเครื่องอากาศไว้เย็นจัด ฝนอาจตกในช่วงฤดูฝน (ประมาณเดือนพฤษภาคมถึงกันยายน) ดังนั้น จึงควรพกเสื้อกันฝนไปด้วยในช่วงนี้
         สิ่งที่จำเป็นต้องนำติดตัวไปนั้นขึ้นอยู่กับกิจกรรมที่จะทำให้นครแห่งชีวิต ขอแนะนำให้เตรียมชุดว่ายน้ำสำหรับการเที่ยวชายหาด รองเท้าส้นเตี้ยสำหรับการเดินเที่ยว และชุดลำลองสำหรับการดินเนอร์ ควรสวมสูทอย่างเป็นทางการเมื่อติดต่อธุรกิจ สำหรับผู้ที่เตรียมออกตระเวณช้อปปิ้งมอลล์ของเหล่าดีไซน์เนอร์และตลาดกลางคืนอันมีสีสัน ขอแนะนำให้เหลือที่ว่างในกระเป๋าไว้มาก ๆ เนื่องจากฮ่องกงนั้นขึ้นชื่อว่าสวรรค์ของนักช้อปโดยแท้
 

สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจของ ฮ่องกง

• ย่านเซ็นทรัล ( Central )
         เขตเซ็นทรัลถือเป็นศูนย์กลางธุรกิจของ ฮ่องกง เป็นที่ตั้งของบริษัทธุรกิจชั้นแนวหน้าของเอเชีย ธนาคารนานาชาติ สำนักงานใหญ่ของรัฐบาล และศาลสูงสุด เต็มไปด้วยตึกสูงระฟ้า ที่เป็นอาคารสำนักงานและศูนย์การค้าอันทันสมัย ตลอดจนโรงแรมชั้นหนึ่ง ย่านเซ็นทรัลมีสถาปัตยกรรมสิ่งก่อสร้างมหัศจรรย์ยุคปัจจุบัน เช่นตึก Exchange square อาคาร Bank of China Tower และตึก Hong Kong Bank และยังมีถนนแบบขั้นบันไดอันเก่าแก่ อาคารสมัยอาณานิคมอันงามสง่า และสวนสาธารณะอยู่อีกด้วย
 
                                        

1. สวนสัตว์และสวนพฤกษชาติแห่ง ฮ่องกง (Hong Kong Zoological and Botanical Gardens) ถูกสร้างขึ้นเมื่อกลางศตวรรษที่ 19 ด้วยพื้นที่กว่า 5.4 เฮคแทร์ (Hectare) เดิมนั้นเป็นที่พำนักของผู้สำเร็จราชการ และต่อมาในปี 1040 ได้มีการขยายให้เป็นสวนสัตว์ นอกจากนี้ยังเป็นสถานที่ที่ชาว ฮ่องกง นิยมมาออกกำลังกาย รำมวยจีนกันเป็นประจำ โดยจะเปิดประตูตั้งแต่ 6:00-22:00 น. ทุกวัน ไม่มีค่าผ่านประตู

2. สวนสาธารณะ ฮ่องกง (Hong Kong Park) มีพื้นที่กว่า 10 เฮคแทร์ตั้งอยู่กลางย่านเซ็นทรัล มีเรือนต้นไม้ น้ำพุ สระน้ำ สวนนก ภัตตาคาร และยังมีศูนย์ศิลปะ Hong Kong Visual Arts Centre และอัฒจรรย์ใหญ่ พิพิธภัณฑ์ชุดถ้วยชาก็อยู่ในบริเวณเดียวกันนี้ ประตูทางเข้าก็จะอยู่ทางด้านถนน Supream Court ใกล้กับสถานีรถไฟใต้ดิน MTR "Admiralty" เข้าชมฟรีทุกวัน ตั้งแต่ 7:00-23:00 น.

3. Lan Kwai Fong เป็นตรอกแคบๆ ที่เมื่อก่อนนี้รู้จักกันในนาม Matchmakers alley ที่แห่งนี้เป็นย่านภัตตาคารและไนท์คลับ แบบทันสมัย

4. วิคตอเรียพีค (Victoria Peak) ภาพถ่ายของเกาะ ฮ่องกง ที่เต็มไปด้วยอาคารระฟ้า แสงสียามค่ำคืนของตึกสูงนั้น ได้มาจาก Victoria Peak นั่นเอง เพราะจุดนี้อยู่เหนือระดับน้ำทะเล 554 เมตร เป็นย่านที่พักอาศัยที่หรูหราที่สุดบนเกาะ ฮ่องกง เดินทางโดยรถรางเพียง 8 นาทีก็ถึงยอดเขา จะมองเห็นทิวทัศน์ของ ฮ่องกง โดยรอบแบบ 360 องศาเลยทีเดียว บนนี้เองจะมีอาคารรูปทรงแปลกเรียกกว่า Peak Galleria ซึ่งเป็นอาคารสูง 3 ชั้น ที่ประกอบด้วยร้านอาหารและร้านค้า และที่นี่เองยังเป็นที่ตั้งของ Ripley's Believe it Or Not อีกด้วย

                                                   
  สำหรับช่วงเวลาที่เหมาะแก่การชมทิวทัศน์จาก Victoria Peak แบบ Panorama จะต้องไปถึงประมาณบ่ายแก่ๆ จนกระทั่งมืดเพราะเป็นช่วงเวลาที่จะได้ชมทิวทัศน์โดยรอบของเมือง อ่าว หมู่เกาะทะเลจีนใต้ ฝั่งเกาลูน รวมถึงเนินเขา สวยงามมากเหมาะแก่การถ่ายรูปเป็นที่ระลึก และพลบค่ำก็จะมีแสงไฟจากหลอดนีออนทั่วเมืองสว่างไสวสร้างความประทับใจไม่รู้ลืม 
หมายเหตุ : รถรางให้บริการที่สถานี Peak Tram เวลา 7:00-24:00 น. ค่าโดยสารเที่ยวเดียว 14 เหรียญ ไป-กลับ 21 เหรียญ

• เขตตะวันตก (Western)
          บริเวณนี้เป็นที่ยกพลขึ้นบกของชาวอังกฤษตั้งแต่สมัยอดีต (ในปี 1841) แต่ในปัจจุบันไม่มีร่องรอยดังกล่าวหลงเหลืออยู่เลย ประชากรส่วนใหญ่เป็นช่างฝีมือชาวจีนมาแต่ดั้งเดิม ตามถนนเต็มไปด้วยร้านขายของและแผงลอยขายสินค้าตั้งแต่สมุนไพรและโสม จนถึงเฟอร์นิเจอร์แกะสลักด้วยมือ 

5. ตลาดตะวันตก (Western Market) อาคารตลาดสร้างใหม่อย่างงดงามในสไตล์โบราณแบบ Edwarian ตั้งอยู่หัวมุมของถนน Connaught และถนน Morrison ในย่านตะวันตก เปิดมาตั้งแต่ปี 1858 และมีการปรับปรุงใหม่ แล้วเสร็จและเปิดให้บริการอีกครั้งในปี 1991 เป็นตลาดสดแห่งแรกใน ฮ่องกง ปัจจุบันมีการจำหน่ายของที่ระลึก ร้านขายผ้า ฯลฯ เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่ 10:00-19:00 น.

6. มหาวิทยาลัยแห่ง ฮ่องกง (University of Hong Kong) เปิดตั้งแต่ปี 1911 โดยผู้ก่อตั้งนั้นคือ ดร.ซุน ยัด เซ็น (Sun Yat Sen) ซึ่งท่านคือประธานาธิบดีคนแรกของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีนนั่นเอง ที่น่าสนใจคือ พิพิธภัณฑ์ และ gallery แสดงศิลปะของมหาวิทยาลัยแห่ง ฮ่องกง ที่จัดแสดงศิลปะและวัตถุโบราณแบบจีน ที่นี่ยังเป็นที่เก็บสะสมเครื่องเคลือบที่ทำด้วยทองสัมฤทธิ์สมัยราชวงศ์หยวน ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

7. ถนนฮอลลีวู้ดและถนนโล๊ค คู (Hollywood Road / Lok Ku Road) ที่นี่คือศูนย์รวมวัตถุโบราณของ ฮ่องกง เช่นเครื่องลายครามจีน เฟอร์นิเจอร์ที่ทำด้วยไม้พะยุง ภาพเขียน ของแปลกๆ ที่ Cat Street Galleries House อาคารสูง 4 ชั้น ซึ่งยังเป็นศูนย์รวมของร้านขายภาพเขียนและงานหัตถกรรม รวมถึงมีห้องแสดงศิลปะอีกด้วย

8. วัดมันโม (Man Mo Temple) ตั้งอยู่บนถนนฮอลลีวู้ด เป็นวัดที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดวัดหนึ่งของ ฮ่องกง สร้างเพื่อเป็นการสักการะเทพเจ้า Kwan Kung เทพเจ้าแห่งสงครามและเทพเจ้า Man Cheong เทพเจ้าแห่งวรรณกรรม

• หว่านไจ๋ (Wan Chai)
          ยามค่ำคืนบริเวณนี้จะเต็มไปด้วยแสงสีของไนท์คลับ ภัตตาคารจีน และบาร์ ส่วนกลางวันเป็นที่ตั้งของตลาดกลางแจ้ง และเส้นทางเดินเที่ยว "Wan Chai Green Trail" ที่จะเดินผ่านตัวเมืองขึ้นสู่จุดชมวิวบนยอดเขา มีอาคารเก่าแก่ เช่นวัด Tai Wong (Hung Shing) อีกด้านหนึ่งของหว่านไจ๋ เป็นที่ตั้งของศูนย์แสดงศิลปะ สถาบันการแสดง และศูนย์การแสดงนิทรรศการของ ฮ่องกง หนึ่งในนั้นคือ ศูนย์ประชุมและแสดงนิทรรศการ ฮ่องกง (Hong Kong Convention and Exhibition Centre : HKCEC) หากมองจากฝั่งเกาลูน จะมองเห็นกระจกที่หันมาทางด้านอ่าว ผนังกระจกนี่เองได้ชื่อว่า เป็นผนังกระจกที่ใหญ่ที่สุดในโลก นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้งของอาคาร Central Plaza สูง 78 ชั้น หนึ่งในอาคารที่สูงที่สุดในเอเชีย

• คอสเวย์เบย์ (Causeway Bay)
           อยู่ติดกับสวนสาธารณะวิคตอเรีย เป็นสถานที่หลบพายุไต้ฝุ่นของเรือประมงและเป็นที่ตั้งของสนามกีฬา Hong Kong Stadium และสโมสรเรือยอร์ช Royal Hong Kong Yatch Club เป็นอ่าวที่มีการสัญจรหนาแน่นที่สุดตลอดวัน สองข้างทางแน่นขนัดไปด้วยห้างสรรพสินค้า ตลาดกลางแจ้ง ร้านขายอาหารสำเร็จรูป โรงภาพยนตร์ บาร์ และภัตตาคาร 

                                           
9. ปืนเที่ยงวัน (Noon Day Gun) ตั้งอยู่ในสวนเล็กๆ ตรงข้ามกับโรงแรม Excelsior ในอ่าวคอสเวย์ ตามชื่อของสถานที่ ก็บอกได้ว่า ที่นี่มีการยิงปืนเวลาเที่ยงของทุกวันมาเป็นเวลากว่า 40 ปี แต่ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 1997 ไม่มีการยิงปืนตอนเที่ยงวันอีก

10. วิคทอเรีย พาร์ค (Victoria Park) สวนสาธารณะที่ตั้งอยู่ใจกลาง Causeway Bay เป็นที่นิยมสำหรับผู้รักการออกกำลังกาย โดยมีสระว่ายน้ำ สนามเทนนิส และเลนสำหรับไว้วิ่งออกกำลังกาย นอกจากนี้ ยังเป็นแหล่งชุมนุมของประชาชน ที่มาร่วมฉลองในช่วงเทศกาลต่างๆ เช่นวันตรุษจีน และเทศกาลฉลองฤดูใบไม้ร่วง 
ในช่วงวันหยุด เสาร์-อาทิตย์, วิคทอเรีย พาร์ค จะเต็มไปด้วยผู้คนที่มาออกกำลังกาย และมีการแสดงดนตรี แม้แต่การแสดงกายกรรมให้ได้ดูกันด้วย
>> หมายเหตุ : วิคทอเรีย พาร์ค ตั้งอยู่ตรงข้ามกับ โรงแรม Park Lane บนถนน Gloucester (กลอซเตอร์) ลงรถไฟ MTR ที่สถานี Causeway Bay และมุ่งหน้าไปทางด้านทิศตะวันออกประมาณ 2 ช่วงตึก

11. อุทยานโอวบุ้นโฮ้ว (Aw Boon Haw Gardens) สร้างในปี 1935 โดยเศรษฐีใจบุญชื่อ โอวบุ้นโฮ้ว ด้วยกำไรจากกิจการยาหม่องตราเสือ ภายในอุทยานนั้น มีรูปปั้นตัวละครในนิยายจีนโบราณ เปิดให้ชมฟรีทุกวัน ตั้งแต่ 9:30-16:00 น.
 

• เขตตะวันออก (Eastern)
บริเวณด้านตะวันออกของสวนสาธารณวิคตอเรียเป็นย่านอุตสาหกรรมหนัก แต่มีอาคารร้านค้าทันสมัย และแหล่งบันเทิงต่างๆ เช่น Cityplaza ที่ Taikoo Shing ส่วนบริเวณ Shau Kei Wan และ Chai Wan เป็นย่านที่อยู่ของชาวจีน มีตลาดและวัดอยู่มาก

•  เขตใต้ (Southern) 
จากชายฝั่งด้านเหนือมาประมาณ 40 นาที โดยรถโดยสารประจำทาง หรือแท็กซี่ เป็นที่ตั้งของเขตใต้โดยมีสถานที่ที่น่าสนใจหลักๆ คือ

12. อาเบอร์ดีน (Aberdeen) 
เคยเป็นหมู่บ้านชาวประมงที่เงียบสงบ แต่ปัจจุบันกลายเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงในด้านภัตตาคารลอยน้ำอันลือชื่อ มีอาหารทะเลรสเลิศ และมีประชากรที่อาศัยอยู่บนเรือ ในยามค่ำคืน แสงสีจากไฟนีออนส่องแสงเป็นประกาย ทำให้ถ่ายรูปออกมาแล้วสวยงาม สามารถเดินทางไปภัตตาคารได้โดยรถยนต์

13. โอเชียนปาร์ค / มิดเดิ้ลคิงดอม / วอเตอร์เวิร์ลด์ (Ocean Park / Middle Kingdom / Water World) 
โอเชียนปาร์คเป็นสวนสนุกที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียอาคเนย์ อยู่ระหว่างอาเบอร์ดีนและหาดรีพัลส์เบย์ สิ่งที่ดึงดูดความสนใจคือ กระเช้าลอยฟ้า และบันไดเลื่อนกลางแจ้งที่ยาวเป็นอันดับสองของโลก, แนวประการัง,ตู้ปลาที่ใหญ่ที่สุดในโลก, การแสดงของสัตว์น้ำ, บ้านผีเสื้อ, หอคอยโอเชียนปาร์คที่สูงถึง 72 เมตร, สวนไดโนเสาร์ Dinosaur Discovery Trail, รถไฟเหาะขนาดใหญ่ และเครื่องเล่นอีกมากมาย ติดๆ กับโอเชียนปาร์คนั้นก็คือพิพิธภัณฑ์มิดเดิ้ลคิงดอม ที่จำลองชีวิตความเป็นอยู่ของชาวจีน พระราชวังโบราณ เจดีย์ วัดและถนนหนทาง อีกใกล้ๆ กันคือวอเตอร์เวิร์ลด์ ซึ่งเป็นสวนน้ำขนาดใหญ่ที่เปิดให้บริการตลอดฤดูร้อน

                
14. หาดรีพัลส์ เบย์ (Repulse Bay)
อยู่ทางตอนใต้ของเกาะ เป็นย่านที่อยู่อาศัยของชาวต่างชาติ มีหาดทรายเล่นน้ำได้ นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้งของวัดเจ้าแม่กวนอิม ที่เป็นที่เคารพและสักการะของชาวประมงในอดีต โดยสามารถขึ้นรถโดยสารได้ที่สถานีรถโดยสารตรงย่านเซ็นทรัล โดนสายที่ไปถึงได้ คือสาย Stanley ค่าโดยสารประมาณ 5 เหรียญ ฮ่องกง

                                            

15. ตลาดสแตนลีย์ (Stanley Market) 
เป็นจุดที่มีชีวิตชีวาอีกแห่งหนึ่ง อยู่ทางชายฝั่งตอนใต้ของเกาะ ฮ่องกง นักท่องเที่ยวและชาว ฮ่องกง นิยมแวะที่ตลาดกลางแจ้งของหมู่บ้านสแตนลีย์ สินค้ามีอยู่มากมาย เช่นเสื้อผ้า เครื่องหนัง เครื่องหวาย ภาชนะเครื่องปั้นดินเผา ผ้าลินิน และเครื่องนอน นอกจากนี้ยังมีบาร์ ภัตตาคาร ร้านค้ามากมายน่าสนใจ และมีชายหาดใกล้ๆ ด้วย

 

ข้อมูลท่องเที่ยวดูไบ

หมวด: ข้อมูลการท่องเที่ยว
เผยแพร่เมื่อ วันอาทิตย์, 06 เมษายน 2557
เขียนโดย Super User

          ดูไบ ( dubai ) เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ตั้งอยู่ทางภาคเหนือของประเทศมีพื้นที่ประมาณ 3,225 ตารางกิโลเมตร และมีประชากรประมาณ 1,674,527 คน ดูไบถือเป็นเมืองแห่งความมหัศจรรย์ เพราะที่ถูกผันแปรจากดินแดนทะเลทรายมาสู่ความมั่งคั่งในการค้า บริการ การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และศูนย์กลางธุรกิจ ไม่จำกัดเฉพาะการค้าน้ำมันแบบก่อนๆ 
         ขณะที่ตึกสูงระฟ้าผุดขึ้นทั่วเมือง รวมถึงตึกสูงสุดในโลกกว่า 180 ชั้นที่กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ว่ากันว่าเครนที่ใช้งานก่อสร้างในโลกขณะนี้ กว่า 40% อยู่ในดูไบ (โอ้โห) และรายได้หลักของชาวดูไบมาจากหลายทาง ไม่เฉพาะการขายน้ำมันถือที่ถือว่าเป็นรายได้หลักของประเทศ เพราะมีการผลิตน้ำมันสู่ตลาดโลกวันละ 2-2.5 ล้านบาร์เรล หากคิดรายได้เป็นเงินไทยตกวันละร่วมหมื่นล้านบาท เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรที่มีไม่มาก และส่วนใหญ่ประชากรเป็นชาวต่างชาติที่เข้าไปอาศัย กว่า 75% ที่นี่จึงนับเป็นเมืองน่าสนใจที่สุด ด้วยอัตราการเติบโตของจีดีพีสูงที่สุดในโลก 
         และไม่ต้องกลัวว่าไปเที่ยวดูไบเมืองทะเลทรายแล้วจะขาดน้ำ เพราะทุกวันนี้ดูไบซึ่งไม่มีแหล่งน้ำจืด ได้สร้างโรงกลั่นน้ำทะเลของตัวเอง จนสามารถกลั่นออกมาเป็นน้ำจืด มากกว่าความต้องการจริงถึงวันละ เท่า

"สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ"

หมู่เกาะต้นปาล์ม

หมู่เกาะต้นปาล์ม เป็นโครงการก่อสร้างเกาะจำลองบริเวณอ่าวเปอร์เซีย ในดูไบ ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยแต่ละเกาะจะมีลักษณะรูปร่างเหมือนต้นปาล์ม และล้อมรอบด้วยเสี้ยววงกลม โดยพื้นที่จะมีการจัดเป็นที่อยู่อาศัย และรีสอร์ท การพัฒนานี้เป็นส่วนหนึ่งในโครงการพัฒนาการท่องเที่ยวของประเทศ ในโครงการจะมีการสร้างทั้งหมด เกาะได้แก่ ปาล์ม Jumeirah, ปาล์ม Deira และ ปาล์ม Jebel Ali

       2013-06-13 103541     2013-06-13 103840     

เบิร์จคาลิฟา ( Burj Khalifa - หอคอยคาลิฟา) 

เดิมชื่อ เบิร์จดูไบ ( Burj Dubai - หอคอยดูไบ) เป็นตึกระฟ้าสูงยวดยิ่ง ที่ก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อวันที่ ธันวาคม พ.ศ. 2552 และเปิดให้ใช้ได้อย่างเป็นทางการ การตกแต่งภายในจะแบ่งออกเป็นโรงแรมอาร์มานี 37 ชั้นล่าง โดยชั้น 45 ถึง 108 จะเป็น อพาร์ตเมนต์ โดยที่เหลือจะเป็นออฟฟิศสำนักงาน และชั้นที่ 123 และ 124 จะเป็นจุดชมวิวของตึก ส่วนบนของตึกจะเป็นเสาอากาศสื่อสาร นอกจากนี้ชั้น 78 จะมีสระว่ายน้ำกลางแจ้งขนาดใหญ่ และตึกนี้จะติดตั้งลิฟต์ที่เร็วที่สุดในโลก ที่ความเร็ว 18 ม/วินาที (65 กิโลเมตร/ชั่วโมง, 40 ไมล์/ชั่วโมง) 

 2013-06-13 104854

Shiekh Zayed Road 

เทียบได้กับย่านดาวน์ทาวน์ของเมืองแมนฮัตตัน เป็นเขตการค้าของเมือง ล้อมรอบไปด้วยตึกสูงระฟ้า เป็นสถานที่ตั้งของตึก World Trade Centre และ โรงแรม Emirates Tower 

 2013-06-13 105424

Wild Wadi 

คุณจะได้พบกับสวนน้ำติดอันดับหนึ่งของโลกที่มีขื่อว่า Wild Wadi ที่นี่คุณจะได้พบกับเครื่องเล่นที่เร้าใจและสนุกสนานเพลิดเพลิน แนะนำเครื่องเล่น Log River, Ring Ride, Flood River, Wave Pool, Flow Rides และอื่นอีกมาก

 2013-06-13 105633

เบิร์จอัลอาหรับ

  เบิร์จอัลอาหรับ ( Burj al-Arab) เป็นโรงแรมหรูหราและเป็นโรงแรมที่สูงที่สุดในโลก โดยมีความสูง 321 เมตร (1,053 ฟุต) โดยตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งทะเลบริเวณอ่าวเปอร์เซีย โดยเชื่อมต่อกับฝั่งผ่านทางสะพาน เบิร์จอัลอาหรับเป็นเจ้าของโดย จูเมราฮ์ การก่อสร้างเริ่มต้นในปี พ.ศ. 2537 แล้วเสร็จและเริ่มเปิดใช้งานครั้งแรกเมื่อ ธันวาคม พ.ศ. 2542 โดยตัวตึกออกแบบมีลักษณะคล้ายเรือใบ dhow ซึ่งเป็นยานพาหนะชนิดหนึ่งของชาวอาหรับ 
          ส่วนห้องในโรงแรมเบิร์จอัลอาหรับมีลักษณะเป็นห้องสวีตคู่ 202 ห้อง โดยห้องที่เล็กสุดมีขนาด 169 ตารางเมตร (1,819 ตารางฟุต) และห้องใหญ่สุดมีขนาด 780 ตารางเมตร (8,396 ตารางฟุต) และได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในโรงแรมที่แพงที่สุดในโลก โดยราคาค่าที่พักอยู่เริ่มต้นที่ $1,000 -$15,000 ต่อคืน และห้องที่แพงสุดจะอยู่ที่ราคา $28,000 ต่อคืน

 burj al arab hotel

The Creek

เส้นทางน้ำธรรมชาติ สายประวัติศาสตร์ในใจกลางเมือง ที่ยังคงเต็มไปด้วย ABRA เรือข้ามฟากซึ่งรับใช้ชาวดูไบมาช้านาน 

2013-06-13 111102

นครอาบูดาบี

เมืองหลวงของ UAE นครที่ได้รับสมญาว่าเป็น GARDEN OF GULF ความเขียวขจีของตัวเมือง ชมความงดงามของตัวเมือง ณ จุดชมวิว ชิคาโก บีช กับชายทะเลสีเทอร์คอยซ์ 

 2013-06-13 111343

IBN BATUTA MALL


           ชมศูนย์การค้าแห่งใหม่ ซึ่งเป็นห้างที่รวม IBN BATUTA MALL ซึ่งสร้างตามสไตล์ บรรยากาศได้ชื่อว่า “The World under the roof”

ศิลปกรรมแบบอาหรับโบราณ

 ชมอาคารศิลปกรรมแบบอาหรับโบราณ WIND TOWER , ตลาดชาร์จ้าห์ซุก (SHARJAH SOUK) ซึ่งมีทั้งฝั่ง ตลาดใหม่(NEW SOUK) และตลาดเก่า ( OLD SOUK) มีสินค้ามากมายให้ท่านได้เลือกสำรวจ อาทิเช่น รองเท้า กระเป๋า เครื่องหนัง เครื่องใช้ไฟฟ้า เสื้อผ้าสำเร็จรูปทั้งของเด็ก สุภาพบุรุษและสุภาพสตรี รวมถึงชุด อาหรับประจำชาติ สินค้าที่ระลึกชั้นนำ อาทิเช่น อูฐ ทะเลทรายเจ็ดสีและของชำร่วยต่าง ๆ

สุเหร่า KING FAISAL

ชมสุเหร่า ซึ่งเป็นสุเหร่าที่ทางกษัตริย์ FAISAL แห่งประเทศ ซาอุดิอาระเบีย มอบให้เป็นของขวัญแก่ท่าน เชค เพื่อแสดงให้เห็นถึงการนับถือศาสนาอิส ลามอย่างเคร่งครัดของพระองค์

สุเหร่าจูไมร่า

คู่บ้านคู่เมืองของดูไบ ที่สร้างด้วยหินอ่อนทั้งหลัง และยังได้ชื่อว่า เป็นสุเหล่าที่สวยงามมาที่สุดในแถบนี้ ให้ท่านได้เก็บภาพไว้เป็นที่ระลึก

Dubai Museum

เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ทันสมัยที่สุดในตะวันออกกลาง สร้างขึ้นเมื่อศตวรรษที่ 19 บูรณะครั้งล่าสุดปี1970เป็นพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมเรื่อง ราวสำคัญทางประวัติศาสตร์

ศูนย์การค้า The Emirate Mall

 เป็นศูนย์การค้าสร้างขึ้นใหม่ล่าสุดของดูไบ ซึ่งภายในมี SKI PARK โดยเนรมิตให้มีลานสกีหิมะขนาดใหญ่

GOLD SOUK

ช้อปปิ้งที่ ตลาดทอง เป็นที่ ในตลาดทองที่ใหญ่ที่สุดในโลก ขายทุกอย่างที่เป็น JEWELRY เช่น มุก อัญมณี ต่าง ๆ ร้านเล็ก ๆ จะอยู่หลังร้านใหญ่ มีร้านทองมากมายกว่าร้อยร้านค้าให้ท่านได้เลือกซื้อหาลวดลายอันสวยงามแปลกตาหลากหลายดีไซน์